
วิกฤตการณ์การศึกษาสหรัฐ
โดย...รวิภาส กล่ำทวี
โดย...รวิภาส กล่ำทวี
ในขณะที่สหรัฐกำลังพยายามปลุกปั้นความเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจภายในประเทศให้กลับมาครองความเป็นมหาอำนาจเหมือนเดิม โดยเฉพาะด้านการลดตัวเลขจำนวนผู้ตกงานให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ (มีการคาดการณ์ไว้แล้วที่ 8% ภายในปีนี้) อีกปัญหาที่เพิ่งจะโผล่ออกมาและกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้ปัญหาเศรษฐกิจ นั่นก็คือ ปัญหาด้านการศึกษาในสหรัฐตกต่ำกว่าเมื่อ 23 ทศวรรษที่ผ่านมา
เมื่อเร็วๆ นี้ ประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา ถึงกับต้องออกแถลงการณ์ว่า “ภายในปี 2563 สหรัฐจะต้องกลับมาทวงคืนสัดส่วนตัวเลขจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาที่สูงที่สุดในโลกเหมือนเดิม”
ไม่ได้มีเพียงแค่คำพูดเท่านั้น แต่โอบามายังได้ยื่นข้อเสนอให้สถาบันการศึกษาในแต่ละรัฐออกกฎระเบียบบังคับให้นักเรียนต้องเรียนให้จบระดับมัธยมปลาย หรือไม่ก็จะต้องให้เรียนอยู่ในโรงเรียนจนถึงอายุ 18 ปีเป็นอย่างน้อย ซึ่งในปัจจุบันมี 21 รัฐได้ปฏิบัติตามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
คำประกาศดังกล่าวมีเหตุมาจากการที่องค์การเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี) ได้ออกประกาศล่าสุดว่า ปัจจุบันสหรัฐมีอัตราจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมน้อยกว่าอีก 20 ประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มประเทศสมาชิกโออีซีดี ซึ่งในกลุ่มประเทศที่มีจำนวนอัตราผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมมาก กว่าสหรัฐ รวมถึงสโลวีเนีย ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น อังกฤษ และเกาหลีใต้
จำนวนตัวเลขของผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจะส่งผลต่อจำนวนตัวเลขผู้จบการศึกษาระดับปริญญา ซึ่งก็หมายความว่าถ้าอัตราผู้สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมต่ำลง อัตราผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาก็จะต่ำลงด้วย
จากตัวเลขล่าสุดพบว่า ปัจจุบันอัตราการว่างงานของผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมของสหรัฐอยู่ที่ 8% ขณะที่อัตราการว่างงานของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาอยู่ที่ประมาณ 4.2% ขณะที่ค่าจ้างแรงงานสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาในสหรัฐจะมากกว่าผู้จบมัธยมถึง 45% นั่นก็หมายความว่า ยิ่งสหรัฐผลิตบัณฑิตออกมาได้มากเท่าไหร่ ศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจก็จะมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานระดับบัณฑิตก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
ถามว่าทำไมสหรัฐต้องตื่นตัวกับเรื่องดังกล่าว คำตอบที่ง่ายที่สุดก็เห็นจะเป็นเหตุผลทางด้านการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากอุตสาหกรรมในสหรัฐส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมขั้นสูงที่อาศัยสมองและความรู้เป็นหลัก ไม่ได้อาศัยหยาดเหงื่อแรงงานเหมือนในประเทศกำลังพัฒนา และเหตุผลดังกล่าวก็เป็นคำตอบของคำถามที่ว่าทำไมสหรัฐถึงเอาต์ซอร์สงานที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยสมองและความรู้มากไปให้กับประเทศในเอเชีย
สิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ก็คือ ทั้งตัวเลขผู้สำเร็จการศึกษาในสหรัฐระดับมัธยมและปริญญาตรี (ทั้งในแบบ 4 ปี และแบบ 2 ปี) ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย จนรัฐบาลต้องออกมาหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน จากตัวเลขล่าสุดพบว่าผู้ใหญ่ชาวอเมริกันที่มีวุฒิระดับปริญญามีเพียง 30% เท่านั้น เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้วสหรัฐมีสัดส่วนจำนวนผู้สำเร็จปริญญาตรีที่มีอายุระหว่าง 2534 ปีสูงที่สุดในโลก โดยมีเพียงแคนาดาและอิสราเอลตามมาอย่างใกล้ชิด ตัวเลขล่าสุดที่ได้รับการเปิดเผยจากโออีซีดีในปี 2553 พบว่าจำนวนตัวเลขผู้สำเร็จการศึกษาชาวอเมริกันในอายุระหว่าง 2534 ปี ที่มีวุฒิระดับปริญญาอยู่ตามหลังประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นสมาชิกโออีซีดีถึง 14 ประเทศ
โออีซีดี รายงานว่า สาเหตุที่สหรัฐต้องเผชิญกับวิกฤตทางการศึกษาในปัจจุบัน เนื่องมาจากเหตุผลหลักๆ ได้แก่ 1) จำนวนนักเรียนที่เลิกเรียนกลางคันในช่วงระดับมัธยมที่เพิ่มสูงขึ้นเรี่อยๆ 2) ค่าเล่าเรียนระดับปริญญาสูงขึ้นในขณะที่เงินอุดหนุนและทุนการศึกษาจากภาครัฐลดลง 3) หนี้สินที่นักศึกษาปริญญากู้ยืมเพื่อมาเรียนสูงขึ้น และ 4) อัตราผลตอบแทนจากการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาไม่สามารถการันตีได้ว่าจะได้ผลตอบแทนเป็นที่พอใจ เนื่องจากผู้ที่จบปริญญาบางสาขาเท่านั้นที่ได้รับผลค่าจ้างในสัดส่วนที่สูง บางสาขามีผลตอบแทนไม่ต่างจากผู้จบการศึกษาระดับมัธยม
โดยภาพรวมแล้วต้องยอมรับว่าสหรัฐให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่เห็นปัญหาผู้นำของสหรัฐก็ลงมาช่วยแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน อีกสิ่งที่น่าสังเกต ได้แก่ สหรัฐผลิตผู้สำเร็จการศึกษาโดยพยายามเน้นให้นักศึกษาที่จบแล้วต้องมีงานทำ และเป็นการเน้นการศึกษาในสาขาที่ต้องใช้สมองและการคิดวิเคราะห์เป็นอย่างมาก เพื่อป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมระดับสูง สาขาการศึกษาดังกล่าว ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม คอมพิวเตอร์ การบริหารจัดการ เป็นต้น
ก็คงจะต้องหันกลับมามองการศึกษาบ้านเรา โดยการศึกษาไทยก็ยังคงเป็นไปแบบเดิมๆ มีสิ่งเดียวที่เพิ่มเติมเข้ามานั่นก็คือ แท็บเล็ต ผู้นำทางการเมืองก็ยังคงเป็นไปแบบเดิมๆ (มาดำรงตำแหน่งเพื่อสร้างโพรไฟล์ให้กับตัวเองแล้วก็ไป) ต้องอย่าลืมนะครับทุกประเทศในโลกไม่สามารถเจริญรุ่งเรืองได้เพียงอาศัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี แต่สิ่งที่เป็นความยั่งยืนและเป็นความจริง ได้แก่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่องและจริงจังต่างหากที่จะช่วยให้แต่ละประเทศก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน เราต้องใส่ปัญญาให้แก่เด็กไทยก่อนให้เครื่องมือทางเทคโนโลยีครับ







