posttoday

เก้าอี้ดนตรี

05 พฤษภาคม 2555

โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก

โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก

เก้าอี้ดนตรีคิดว่าท่านทั้งหลายคงจะคุ้นหูกันดีถึงชื่อ “เก้าอี้ดนตรี” การละเล่นที่มักจะเล่นกันในเวลาที่มีงานประเภทรับน้อง งานรื่นเริงในสถานที่ทำงาน หรืองานพบปะสังสรรค์ต่างๆ แม้กระทั่งงานวันเกิดก็มีเล่นกัน แต่ส่วนมากมักจะเป็นงานวันเกิดของเด็กๆ

การเล่นเก้าอี้ดนตรีนี่เริ่มการละเล่นด้วยการมีจำนวนผู้เล่นจำนวนหนึ่ง ซึ่งโดยมากก็ไม่ได้จำกัดว่าเท่าใด และอุปกรณ์การเล่นหลักก็คือ เก้าอี้ และแน่นอน ดนตรี ไม่เช่นนั้นคงจะไม่เรียกว่า “เก้าอี้ดนตรี”

วิธีการเล่นง่ายๆ ก็คือ ผู้เล่นเริ่มแรกจะมีจำนวนเท่าใดก็แล้วแต่ แต่จะต้องมีจำนวนมากกว่าเก้าอี้ อย่างน้อยผู้เล่นจะต้องมีจำนวนมากกว่าเก้าอี้อยู่ 1 คน ซึ่งก็แล้วแต่จะถนัดจัด จะให้คนเริ่มเล่นมีจำนวนมากกว่าเก้าอี้หลายๆ คน อย่างเช่น 3 คน 5 คนก็ได้ ไม่เกี่ยงกัน

เก้าอี้ที่ใช้ในการเล่นเก้าอี้ดนตรีนี้มักจะถูกจัดเป็นวงกลม หรือจะจัดเป็นรูปทรงอื่นๆ ก็ได้ แต่ควรจะต้องวางให้ครบรอบ คือ ตัวที่หนึ่งกับตัวสุดท้ายมาบรรจบที่จุดเดียวกัน บางทีก็ทำเป็นสองรอบก็มี ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นรอบเดียว และที่จะเกินสองรอบขึ้นไป ไม่เคยพบเห็น หรืออาจจะมีบ้างก็คงจะน้อยเต็มที

การวางเก้าอี้ที่ใช้ในการเล่นเก้าอี้ดนตรีนี้ เราไม่วางหันหน้าเข้าหากันเหมือนเวลาที่เราจะจัดการเสวนา หรือจัดเก้าอี้เพื่อใช้ในการสนทนา ซึ่งบางทีเรียกกันว่า “การคุยกันแบบโต๊ะกลม” (Round Table Talk) แต่เก้าอี้สำหรับเก้าอี้ดนตรีจะจัดแบบหันหน้าออกจากกัน พูดง่ายๆ คือ เมื่อผู้เล่นนั่งลงไปบนเก้าอี้ ก็จะเป็นการนั่งหันหลังชนกัน

กติกานั้นง่ายดาย ผู้เล่นทั้งหลายก็มารวมตัวกันอยู่ด้านหน้าของบรรดาเก้าอี้ทั้งหลายที่ได้จัดวางเรียงเอาไว้ดังที่ได้กล่าวไป โดยจะยืนเรียงรายกันล้อมรอบเก้าอี้เหมือนเป็นวง หรือรูปทรงอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นชั้นนอกของเก้าอี้ จากนั้นก็จะมีการให้สัญญาณการเริ่มเล่นโดยผู้กำกับการเล่นจะเปิดเพลง ซึ่งจะเป็นเพลงอะไรก็แล้วแต่ความนิยมของผู้เล่นร่วมกัน หรือตามแต่ถิ่นที่เล่นกัน หรือตามสมัย ว่าง่ายๆ ก็คือ ไม่เกี่ยง เพลงอะไรก็ได้

เมื่อเริ่มบรรเลงเพลง ผู้เล่นก็จะเดินกันไปรอบๆ เก้าอี้ที่จัดวางไว้ จะเดินตามเข็มนาฬิกา หรือทวนเข็มนาฬิกา หรือทวนๆ ตามๆ สลับกันไปๆ มาๆ ก็ได้ แล้วแต่ผู้กำกับการเล่น เมื่อบรรเลงเพลงไปได้สักพักหนึ่ง ผู้กำกับการเล่นก็จะปิดเพลงลง เมื่อนั้นทุกคนก็จะต้องต่างคนต่างหาเก้าอี้นั่งกัน และแน่นอนดังที่ได้บอกไปแล้วว่าเก้าอี้นั้นมีจำนวนน้อยกว่าผู้เล่น ดังนั้น จะต้องมีผู้เล่นที่ไม่ได้นั่งเก้าอี้ ผู้นั้นก็จะต้องออกจากการเล่นไป

เมื่อมีผู้เล่นนั่งกันครบตามจำนวนเก้าอี้กันแล้ว และผู้ที่หาเก้าอี้นั่งไม่ได้ก็ได้ออกไปจากการเล่นแล้ว ก็จะต้องดึงเอาเก้าอี้ออกไปอย่างน้อยหนึ่งตัว หรืออาจจะหลายตัวก็ได้ แล้วแต่จะตกลงกัน หรือแล้วแต่ผู้กำกับการเล่น แต่โดยมากที่ทำกันเป็นสากล คือ นำเก้าอี้ออกทีละตัว เหตุที่จะต้องเอาเก้าอี้ออก ก็เพื่อให้การนั่งในรอบต่อไปมีผู้ที่ต้องออกจากการเล่นไป และก็ทำซ้ำกระบวนการเดิมอีก

การละเล่นก็จะดำเนินเรื่อยไปจนกระทั่งท้ายที่สุดในรอบสุดท้าย ก็จะเหลือเก้าอี้ 1 ตัว และผู้เล่นจำนวนหนึ่ง ซึ่งโดยมากก็มักจะเป็น 2 คน แต่ดังที่ว่ามาตลอดก็ยังแล้วแต่ถนัด จะให้เหลือในรอบสุดท้ายหลายคนแล้วแข่งขันกันเพื่อนั่งเก้าอี้ตัวเดียวก็ได้ แต่ที่ทำกันเป็นสากลคือ เหลือเก้าอี้หนึ่งตัวและผู้เล่น 2 คน ใครที่ได้นั่งเก้าอี้ตัวสุดท้ายก็เป็นผู้ชนะการละเล่น และส่วนมากก็จะได้รับรางวัลกันไป

หากเป็นในงานที่จัดกันช่วงสั้นๆ ก็อาจจะเล่นกันรอบเดียว แต่ถ้าเป็นงานยาวหน่อยก็อาจจะเล่นกันหลายรอบ จะเปลี่ยนคนเล่น หรือคนเล่นเดิมจะเล่นซ้ำ หรือเล่นปนๆ กันไประหว่างคนเล่นแล้วกับคนที่ยังไม่ได้เล่น หรือแต่ละคนก็เล่นกันมาคนละหลายรอบแล้ว แต่ยังอยากจะเล่นอยู่ก็เล่นกันไปเรื่อยๆ จนพอสมควรแล้วก็ยุติการเล่นกันไป ซึ่งบรรดาที่เล่นกันจำนวนหลายรอบหน่อยก็มักจะเกิดขึ้นในงานที่เป็นการสังสรรค์ของเด็กๆ

ที่พูดเรื่องเก้าอี้ดนตรีไปยืดยาว ก็เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำ เพื่อนำมาใช้ในการคิดเรื่องต่อไป

ความหมายโดยนัยของวลี “เก้าอี้ดนตรี” นั้นมีอยู่หลายด้าน โดยมากมักจะใช้กับการทำสิ่งใดซ้ำไปซ้ำมา โดยใช้คนเดิมๆ วนไปเวียนมา และโดยมากก็ว่ากันว่าการทำเช่นนั้น และการใช้คนเช่นนั้น เป็นการทำไปแบบไม่มีจุดหมายอันใดที่กล่าวอ้างได้ถึงประโยชน์ของการทำนั้นๆ คือ ว่าง่ายๆ ทำฆ่าเวลา หรือที่ถูกอาจจะต้องบอกว่า “ทำให้เวลาฆ่า” ไปอย่างนั้น วลีเก้าอี้ดนตรีนี้ บางทีก็ยังใช้กับการแสวงหาทรัพยากรแบบหาไปเรื่อยๆ เจอก็ถือว่าโชคดี เช่น การขุดเจาะบ่อน้ำมันไปเรื่อยๆ หรือแม้กระทั่งการขับรถหาสถานีเติมน้ำมันไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้เจอที่ราคาถูกที่สุด ซึ่งมักจะเกิดในเวลาที่น้ำมันแพงมากๆ ซึ่งลองคิดในแง่การหาเติมน้ำมันดูว่าทำไปแล้วได้ประโยชน์จริงหรือไม่ เพราะน้ำมันที่เสียไปในการหาสถานีที่ราคาถูก อาจจะมากกว่าส่วนต่างของน้ำมันที่สถานีที่เจอแรกๆ ไปแล้วก็ได้

ในทางการเมืองเราก็พบเห็นการใช้วลีนี้กันบ่อยๆ ซึ่งความบ่อยมาก บ่อยน้อยก็คงจะอยู่ที่มันเกิดการละเล่นทางการเมืองแบบเก้าอี้ดนตรีบ่อยมาก หรือบ่อยน้อย และการเล่นเก้าอี้ดนตรีทางการเมืองนี้เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคง (Instability) ทางการเมือง แม้จะเกิดขึ้นในรัฐบาลที่คนคิดว่ามีความเข้มแข็ง หรือมีความมั่นคง ก็เป็นสิ่งแสดงถึงความไม่มั่นคงอยู่ดี เพราะเหตุว่าการเล่นเก้าอี้ดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการละเล่น หรือการนำมาใช้กับสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองนั้นเป็นสิ่งแสดงว่ามีผู้ที่ต้องการจะได้นั่งเก้าอี้มากกว่าจำนวนเก้าอี้อยู่เสมอ และผู้ที่เป็นผู้กำกับการเล่นนั้นจะต้องดำเนินการอันใดให้ทุกคนได้เล่น หรือลึกไปกว่านั้นก็คือ ให้ทุกคนได้นั่งผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป

นี่เท่ากับว่ารัฐบาลนั้นไม่มั่นคง เนื่องจากการเล่นเก้าอี้ดนตรีในทางการเมืองนั้น เกิดขึ้นเพราะการต่อรองระหว่างผู้คนในแต่ละพรรค โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล หรืออาจจะเป็นระหว่างคนในพรรคเดียวกัน ซึ่งโดยมากก็มักจะเป็นพรรครัฐบาลนั่นเอง ซึ่งว่ากันแบบธรรมดาโลกการเล่นเก้าอี้ดนตรีทางการเมืองโดยเหตุเพื่อการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล เพื่อให้สามารถที่จะทำงานให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ และประชาชนให้ได้ ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้

แต่การเล่นเก้าอี้ดนตรีทางการเมืองในลักษณะที่เห็นว่าตนเป็นเจ้าของเก้าอี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับการเล่น หรือผู้เข้าร่วมการเล่น ล้วนเป็นเรื่องที่น่าเกลียด โดยเฉพาะการกำกับและการร่วมเล่นของผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะเล่นเก้าอี้ดนตรีนั้นได้ ซึ่งก็แล้วแต่ใครจะคิดว่าคุณสมบัติเช่นว่านั้นเป็นอย่างไร แต่เอาเป็นว่า ถ้าท่านคิดอย่างมีเหตุมีผล ผู้คนเหล่านั้นจะไม่มีคุณสมบัติอยู่นั่นเอง ไม่ว่าเกณฑ์ของท่านจะเป็นอย่างไร

ช่วงนี้พวกที่คิดว่าเขาเป็นเจ้าของเก้าอี้ทั้งหลายคงจะเริ่มทยอยกันออกมาวาดลวดลาย ต่างฝ่ายต่างก็คงจะว่ากันไปอย่างโน้นอย่างนี้ว่า เขาจะเป็นประโยชน์อย่างไรกับประเทศชาติและประชาชน มีคนว่ากันว่า “การเมืองเป็นเรื่องประโยชน์ส่วนตน ที่อธิบายโดยประโยชน์ประเทศชาติและประชาชน” ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ คิดกันดูนะครับ

ข่าวล่าสุด

ก้าวต่อไปของ ThaiBMA ภายใต้การนำของ “อริยา ติรณะประกิจ” เอ็มดีคนใหม่