
เอเชียสะท้านวิกฤตพลังงาน ถึงเวลารัฐต้องเลิกนโยบาย อุตหนุน
แม้จะถูกผู้คนทั่วโลกฝากความหวังให้เป็นจักรกลขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
แม้จะถูกผู้คนทั่วโลกฝากความหวังให้เป็นจักรกลขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจมหาอำนาจซีกโลกตะวันตกอย่างยุโรปและสหรัฐ ทว่าในปัจจุบันบรรดาประเทศตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย กลับต้องมานั่งกุมขมับกับวิกฤตราคาน้ำมันโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เพราะนับตั้งแต่เกิดความตึงเครียดบนคาบสมุทรอิหร่านช่วงต้นปี ผนวกกับปัจจัยอื่นๆ อย่างปริมาณความต้องการใช้น้ำมันในตลาดที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีแนวโน้มว่ากำลังฟื้นตัว ราคาน้ำมันโลกก็พุ่งขึ้นอย่างแรงชนิดยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ โดยปรับตัวสูงขึ้นถึง 20% นับตั้งแต่ปี 2554 และยังมีแนวโน้มที่ราคาจะอยู่ในระดับที่เกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอีกนาน
วิกฤตราคาน้ำมันแพงจึงส่งผลให้รัฐบาลทั่วเอเชียต่างต้องตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้า คายไม่ออกกันเป็นแถว
เพราะต้องไม่ลืมว่า ปัจจุบันหลายชาติในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไต้หวัน รวมทั้งไทย ต่างใช้นโยบายอุ้มราคาน้ำมันเพื่อช่วยให้ค่าครองชีพของประชาชนในประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้อยู่ในระดับปานกลางและล่างถูกลง
หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ เป็นการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนนั่นเอง โดยวิธีที่รัฐบาลในเอเชียใช้เพื่อตรึงราคาเชื้อเพลิงนั้น ไล่เรียงตั้งแต่การให้เงินอุดหนุนซัพพลายเออร์ เพื่อให้มีการขายเชื้อเพลิงในราคาที่ต่ำกว่าตลาด ไปจนถึงการควบคุมราคาผ่านบริษัทน้ำมันที่รัฐเป็นเจ้าของเอง
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายชาติในเอเชียจะติดโผประเทศที่มีราคาเชื้อเพลิงถูกที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ที่ครองตำแหน่งอันดับ 1 ในเอเชียที่มีราคาน้ำมันถูกสุด และอันดับ 5 ของโลก ตามด้วยมาเลเซีย อันดับ 2 ของเอเชีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย
ทว่าราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ส่งผลให้หลายประเทศในเอเชียต่างต้องหันมาทบทวนนโยบายกันครั้งใหม่
เพราะต้องไม่ลืมว่าการอุ้มราคาเชื้อเพลิงท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่พุ่งไม่หยุดในปัจจุบัน ก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มภาระอันหนักหน่วงให้กับรัฐบาลมากขึ้น
“ยิ่งราคาน้ำมันโลกปรับเพิ่มขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งเป็นภาระต่องบประมาณของประเทศเท่านั้น” โฟซี อิชซัน นักเศรษฐศาสตร์จากสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าว
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งระบุว่าการอุดหนุนราคาน้ำมันกำลังฉุดเศรษฐกิจของบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (จี20) ที่เรียกร้องให้ชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียยุติการอุ้มราคาเชื้อเพลิง
ทั้งนี้ เพราะหากพินิจพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศแล้ว ก็จะพบว่ารัฐบาลได้ใช้งบประมาณมหาศาลในการอุดหนุนราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงอื่นๆ ในประเทศให้ถูกลง
ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ซึ่งเมื่อปี 2554 ใช้งบประมาณมากถึง 11% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.2 แสนล้านบาท) ในการอุ้มราคาเชื้อเพลิง หรือมาเลเซียที่ใช้งบประมาณในการอุดหนุนราคาน้ำมันไปราว 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.95 แสนล้านบาท) เมื่อปีก่อน
ขณะที่การใช้งบประมาณราว 10% ในการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงของอินเดีย ก็ได้ส่งผลให้ประเทศขาดดุลงบประมาณ 5.9% ซึ่งสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 4.6% เมื่อปีก่อน
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ การอุ้มราคาเชื้อเพลิงก็เท่ากับว่าเป็นการพอกหนี้นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้หลักฐานต่างๆ ทั้งข้อมูลด้านเศรษฐกิจและความเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญ กำลังบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า นโยบายอุ้มราคาเชื้อเพลิงกำลังฉุดรั้งการเติบโตของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ใช่ว่าการยกเลิกนโยบายดังกล่าว เพื่อปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาดนั้นจะง่ายอย่างที่คิด เพราะปัจจุบันแทบจะทุกประเทศต้องเผชิญอุปสรรคหลายประการที่กำลังฉุดรั้งการยกเลิกแผนดังกล่าวอยู่
อุปสรรคสำคัญที่ว่านี้ก็คงหนีไม่พ้น “แรงกดดันทางสังคม”
เพราะต้องไม่ลืมว่า วัตถุประสงค์หลักของนโยบายอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงนั้น ก็เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้สามารถลืมตาอ้าปากได้นั่นเอง
ดังนั้น ย่อมเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนจะลุกฮือต่อต้านรัฐบาล หากพวกเขามีความรู้สึกว่ากำลังถูก “ลิดรอน” ผลประโยชน์อะไรบางอย่าง
ยกตัวอย่างเช่น เหตุประท้วงที่อินโดนีเซียเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 โดยประชาชนนับหมื่นคนได้ออกมาเดินขบวนต่อต้านแผนขึ้นราคาน้ำมันของรัฐบาล จนในที่สุดรัฐบาลก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการพับแผนขึ้นราคาน้ำมันชั่วคราว
เช่นเดียวกับที่ประเทศอินเดีย ซึ่งภายหลังรัฐบาลได้ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงเมื่อเดือน มิ.ย.ของปีก่อน ก็ได้เกิดเหตุประท้วงหลายครั้งทั่วประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลต้องชะลอแผนการปรับขึ้นราคาเชื้อเพลิงเพิ่มเติมในอนาคต
กาเร็ธ เลตเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ออกโรงเตือนว่า หากรัฐบาลอินโดนีเซียล้มเหลวที่จะปฏิรูปนโยบายอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศก็จะต้องได้รับผลกระทบตามมาอย่างแน่นอน เพราะแทนที่จะนำงบประมาณมาใช้พัฒนาประเทศ กลับต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลกับการอุดหนุนน้ำมัน
ทั้งนี้ บลูมเบิร์กคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียโตเพียง 6.28% ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการขยายตัวที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2553 เลยทีเดียว
ด้านรัฐบาลมาเลเซียยังไม่ได้มีการเผยแผนขึ้นราคาเชื้อเพลิงแต่อย่างใด ท่ามกลางการเลือกตั้งครั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นช่วงต้นปีหน้า
ส่วนการขึ้นราคาเชื้อเพลิงของรัฐบาลศรีลังกาเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อลดตัวเลขขาดดุล ก็ได้จุดประกายความโกรธแค้นทั่วประเทศ
ขณะที่ประเทศไทยเองก็ต้องเผชิญกับการประท้วงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เช่น การประท้วงปิดถนนของกลุ่มม็อบรถแท็กซี่และรถบรรทุก ซึ่งออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลขึ้นค่าโดยสารท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น
“การยกเลิกนโยบายอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงถือเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก รัฐบาลจึงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก โดยหากยกเลิกก็ต้องเผชิญแรงกดดันจากสังคม แต่ขณะเดียวกัน หากยังคงเดินหน้าอุ้มราคาเชื้อเพลิงต่อไป ก็จะต้องแบกรับหนี้สินจำนวนมหาศาล” อกอส เบนาร์ด นักวิเคราะห์จากสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) กล่าว
นอกจากอุปสรรคในเรื่องแรงกดดันจากสังคมแล้ว นักวิเคราะห์ยังมองว่าการยุติการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ งัดนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมาใช้เพื่อควบคุมปัญหาเงินเฟ้อ แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้ยุโรป หรือการชะลอตัวของเศรษฐกิจแดนมังกรก็ตาม
เพราะต้องไม่ลืมว่า การยกเลิกอุดหนุนราคาน้ำมันนั้น หมายความว่าราคาน้ำมันจะต้องถูกปรับสูงขึ้นนั่นเอง ซึ่งท้ายที่สุดก็อาจจุดประกายให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมาได้
อย่างไรก็ตาม แม้ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย แต่หลายฝ่ายยังเชื่อว่า สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การยกเลิกนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่กลับเป็น “วิธี” ที่รัฐบาลแต่ละประเทศเลือกใช้ต่างหาก
“การอุดหนุนราคาน้ำมันก็จะยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง ดังนั้น รัฐบาลควรบอกข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ และปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด” คนขับแท็กซี่ชาวไทย กล่าว
เช่นเดียวกับอะห์เมด ซะเวดี ผู้อำนวยการสถาบันวาฮิดในอินโดนีเซีย ซึ่งเชื่อมั่นว่า ชาวอินโดนีเซียจะยอมรับแผนปรับขึ้นราคาน้ำมันอย่างแน่นอน หากรัฐบาลให้คำมั่นว่าจะนำงบประมาณไปใช้จ่ายอย่างสร้างสรรค์
ดังนั้น ท้ายสุดแล้ว การเลิกอุดหนุนน้ำมันจะสำเร็จหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลแต่ละประเทศเอง







