
กมธ.แฉ มท.- กทม.ทุจริตงบอื้อ
อนุกมธ.ติดตามการบริหารงบช่วยนํ้าท่วมสภาฯพบทุจริตงบประมาณอื้อโดยเฉพาะมหาดไทยเรียกเก็บหัวคิว 35% ขณะที่กทม.โกงราคาข้าวกล่องเกือบเท่าตัว
อนุกมธ.ติดตามการบริหารงบช่วยนํ้าท่วมสภาฯพบทุจริตงบประมาณอื้อโดยเฉพาะมหาดไทยเรียกเก็บหัวคิว 35% ขณะที่กทม.โกงราคาข้าวกล่องเกือบเท่าตัว
นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ คณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามการบริหารงบประมาณหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน ที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (งบน้ำท่วม) สภาผู้แทนราษฏร กล่าวว่าจากการที่คณะอนุกมธ.ได้ตรวจสอบการใช้งบประมาณเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบอุทักภัย จำนวน 1.2 แสนล้านบาท พบว่าโครงการต่างๆ มีการเบิกจ่ายงบไปเพียง 10% เท่านั้น ซึ่งถือว่ามีความล่าช้ามาก อีกทั้ง งบในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่จะให้เบิกจ่าย พบว่ามีคนไปเรียกเก็บค่าหัวคิว 35% ซึ่งเรื่องดังกล่าวรองปลังกระทรวงมหาดไทยก็ออกมายอมรับว่ามีคนไปแอบอ้างเรียกเก็บค่าหัวคิวจริง แต่เมื่อตรวจสอบไปแล้วพบว่าเป็นเรื่องจริงเช่นกัน ซึ่งทางคณะกมธ.จะมีการตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไปว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้าง
นายชาญชัย กล่าวต่อว่า ในเมื่อมีการเบิกจากงบไปเพียง 10% แต่เมื่อวันที่ 1 พ.ค. คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 รายการค่าใช้จ่ายในการเยียวยาฟื้นฟูและป้องกันการเสียหายจกอุทกภัยอย่างบูรณาการ ที่มีโครงการหรือรายการที่ยังไม่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างในขั้นตอนการประกวดราคา หรือกรณีดำเนินการเองที่ยังไม่ได้เริ่มปฏิบัติงานภายในวันที่ 30 เม.ย. ให้ส่งคืนงบประมาณดังกล่าวให้สำนักงบประมาณในวันที่ 3 พ.ค.
ซึ่งเรื่องดังกล่าวตนเห็นว่า มีความผิดปกติว่าทำไมต้องเรียกงบประมาณคืน ใครเป็นคนสั่งให้ดำเนินการแบบนี้ จากกรณีดังกล่าวหมายความว่าประชาชนที่ประสบอุทกภัย จะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือและเดือดร้อนมาก ทั้งๆที่ความจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นความผิดของประชาชน แต่เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากหน่วยงานราชการที่ดำเนินการล่าช้าจนต้องเรียกเงินคืน
นอกจากนี้ โครงการต่างๆพบว่าไม่มีการแจ้งราคากลางทั้งๆที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) มีระเบียบว่าต้องแจ้งราคากลางและทำตามกฏหมาย แต่รัฐบาลกลับส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณาเรื่องนี้ จึงเห็นว่ารัฐบาลพยายามที่จะปฏิเสธไม่ให้มีการเปิดเผยบุคคลหรือราคากลางโครงการต่างๆ เพราะได้มีมติครม.ออกมาว่าไม่ควรแสดงรายชื่อคณะกรรมการกำหนดราคากลาง เพราะจะมีผลกระทบทางสังคมต่อผู้นั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ทางคณะอนุกมธ.ได้เชิญกรมทางหลวงและกรมชลประทานมาชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณที่ได้รับไปประมาณ 1 พันล้านบาท ซึ่งพบว่ากรมทางหลวงมีแผนการสร้างสะพานจำนวน 500 ล้านบาท และ 350 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่ฟลัดเวย์ ซึ่งหน้าแปลกที่มีการระบุในการใช้งบว่า เป็นงบฉุกเฉินที่ต้องสร้างให้เสร็จภายใน 3-6 เดือน แต่ในสัญญาว่าจ้างกำหนดให้แล้วเสร็จในปี 2556 อีกทั้ง ทางกรมชลประทานได้ยอมรับว่าพื้นที่ฟลัดเวย์ยังไม่มีข้อชัดเจนจะใช้พื้นที่ใดกันแน่ แต่กลับมีการอนุมัติงบประมาณให้สร้างสะพานหลายสิบจุด
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องตอบว่าหน่วยงานใดเป็นคนสั่งการให้สร้าง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) หรือนายกฯที่สั่งให้สร้าง ซึ่งทางคณะอนุกมธ.เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นแรงจูงใจที่จะทำให้เกิดการทุจริตได้ ซึ่งต้องติดตามตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป โดยในการประชุมวันที่ 16 พ.ค. ทางอนุกมธ.จะเชิญกรมชลประทานมาชี้แจงเรื่องความชัดเจนของพื้นที่ในการทำฟลัดเวย์เพื่อระบายน้ำอีกครั้งหนึ่ง
นายชาญชัย กล่าวด้วยว่า ยังพบข้อพิรุธในการจัดซื้อข้าวกล่องช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน 4 เขตเลือกตั้ง คือ ลาดกระบัง มีนบุรี หนองจอก และคลองสามวา ซึ่งส่อไปในทางทุจริตเรื่องงบประมาณ เพราะมีการเบิกจ่ายงบจำนวน 61 ล้านบาท โดยอ้างว่ามีผู้จ่ายเงินสดล่วงหน้าไปก่อน แล้วทางกรมพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มาเบิกจ่ายงบซึ่งตามปกติจะเบิกจ่ายเป็นเช็ค แต่สำหรับครั้งนี้เบิกจ่ายเป็นเงินสดภายหลัง ครั้งละ 9-10 ล้านบาท ซึ่งทางกรมสอบสวรคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และปปท.ได้ลงไปตรวจสอบและพบพิรุธว่าร้านที่รับทำข้าวกล่าวไม่ได้มีการเสียภาษี อีกทั้ง ทางคณะอนุกมธ.ได้เรียกผู้ผลิตข้าวกล่องมาชี้แจงและยืนยันว่าตัวเองไม่ได้รับงาน
อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบเป็นที่น่าสงสัยว่า อาจมีการสวมสิทธิ์รายชื่อผู้มีสิทธิทำข้าวกล่องมาเบิกจ่ายงบ อีกทั้ง อาจมีการทุจริตถึง 30 ล้านบาท จากเงินที่ได้มีการเบิกจ่ายไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ เชื่อว่าเงินจำนวน 61 ล้านบาท ที่อ้างว่านำไปจ่ายนั้น อาจมีนักการเมืองเกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ เรื่องดังกล่าวยังเกี่ยวข้องตั้งแต่ผอ.เขต 8 สำนักงานพัฒนาสังคม รวมทั้งรองอธิบดีและอธิบดีซึ่งไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ทราบ ดังนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง







