posttoday
วิกฤตหนี้อียูยังอยู่ครบ รัดเข็มขัดไม่ใช่ทางออก

วิกฤตหนี้อียูยังอยู่ครบ รัดเข็มขัดไม่ใช่ทางออก

02 พฤษภาคม 2555

แม้จะมีข่าวดีให้นักลงทุนทั่วโลกพอจะตั้งความหวังได้บ้าง หลังจากที่ได้เห็นความพยายามของสหภาพยุโรป (อียู)

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

แม้จะมีข่าวดีให้นักลงทุนทั่วโลกพอจะตั้งความหวังได้บ้าง หลังจากที่ได้เห็นความพยายามของสหภาพยุโรป (อียู) ในการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาค ทั้งความคืบหน้าในแผนปฏิรูปสหภาพการคลัง (Fiscal Union) การบังคับใช้แผนรัดเข็มขัดเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ หรือแม้กระทั่งนโยบายปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาวให้กับธนาคารพาณิชย์ทั่วยุโรปของธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่จนแล้วจนรอด สถานการณ์เศรษฐกิจของยุโรปกลับไม่ได้ดีขึ้นตามเป้าหมายที่วาดหวังกันไว้ แถมยังมีทีท่าว่าจะร่อแร่หนักมากกว่าเดิม

หลักฐานบ่งชี้ล่าสุดก็คือ สเปน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของภูมิภาค ซึ่งใช้มาตรการแก้ปัญหามาแล้วทุกทาง กำลังปวดหัวกับวิกฤตที่แผลงฤทธิ์หนักข้อขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการว่างงานที่พุ่งสูงถึง 24.4% ปริมาณหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่สูงถึง 80% ผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจประเทศ ถ้ายิ่งสูงมากแสดงว่าความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ก็จะต่ำมาก ปรับเพิ่มขึ้นถึง 5.6%

และความอ่อนแอล่าสุดของภาคธนาคารสเปนก็แสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนอีกครั้ง เมื่อสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกจากสหรัฐลงดาบปรับลดอันดับเครดิต 11 ธนาคารในสเปนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

เมฆทะมึนของวิกฤตที่ตั้งเค้าปกคลุมภูมิภาคยุโรปอีกระลอกเรียกกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมายจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก โดยในขณะที่ฝ่ายหนึ่งมองว่าปัญหาที่แก้ไม่ตกนี้เกิดจากการที่บรรดาผู้นำประเทศต่างๆ ไม่นำกลยุทธ์ที่มีอยู่ เช่น แผนรัดเข็มขัดมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดดีพอ

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งดูจะเป็นส่วนที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนทั่วภูมิภาคยุโรป กลับมองว่า สถานการณ์เลวร้ายในปัจจุบันเป็นผลมาจากมาตรการที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้เสียมากกว่า และถึงเวลาแล้วที่บรรดาผู้นำประเทศในอียูจะต้องพิจารณาหามาตรการอื่นมาใช้แทน

วิกฤตหนี้อียูยังอยู่ครบ รัดเข็มขัดไม่ใช่ทางออก

ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ กล่าวว่า กลยุทธ์ที่ใช้กันอยู่ขณะนี้ ซึ่งเน้นไปที่การประหยัดและตัดลดค่าใช้จ่าย ไม่ใช่แค่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถบรรเทาเยียวยาและฟื้นฟูภาคการเงิน ตลอดจนกระตุ้นตลาดของประเทศให้กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง

ทั้งนี้ แม้บรรดาผู้นำในอียูต่างยอมรับและเห็นตรงกันว่าปัญหาของภูมิภาคมาจากปริมาณหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล จนทำให้ประเทศขาดความแข็งแกร่งในการแข่งขันในตลาด ขณะที่มูลค่าหนี้ที่ท่วมท้นยังส่งผลกระทบต่อภาคการเงิน เนื่องจากรัฐบาลต้องปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นเพื่อที่จะได้สามารถจูงใจเหล่าเจ้าหนี้ยอมปล่อยกู้ให้

แต่เป็นที่น่าเสียใจและเสียดายว่า อียูได้มองข้ามต้นตอของปัญหาที่แท้จริงของหนี้สาธารณะ ทำให้วางกลยุทธ์แก้ผิดพลาด จนส่งผลให้ภูมิภาคยุโรปตกอยู่ในสภาพหมิ่นเหม่บนปากเหวเช่นเดิม

ในมุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ปัญหาการเงินของยุโรปในปัจจุบันก็คือการที่เศรษฐกิจไม่สามารถเดินหน้าเติบโตต่อไปได้ โดยเมื่อมองย้อนกลับไปก่อนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 ทั้งโปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี หรือสเปน ต่างเดินหน้าใช้จ่ายอย่างมหาศาล โดยที่ไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในขณะนั้นมีแรงขับเคลื่อนและมีการเติบโตดีอยู่ จนไม่เป็นปัญหาต่อดุลงบประมาณ

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือมีรายรับเพียงพอกับรายจ่าย

แต่วิกฤตเมื่อปี 2551 ทำให้เศรษฐกิจของยุโรปหยุดชะงัก การเติบโตสะดุด จนรัฐบาลประเทศต่างๆ เผชิญหน้ากับการขาดดุลอย่างต่อเนื่องสั่งสมกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ท่วมตัวในที่สุด

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงเกินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจนปริมาณหนี้บานปลายเกินควบคุม หนทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือการมุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการเติบโตให้ได้

ดังนั้น การมุ่งสู่แผนรัดเข็มขัดที่บรรดาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคยุโรปเดินหน้าใช้กันอยู่จึงอาจถือได้ว่าเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์อธิบายว่า เมื่อความต้องการในตลาดลดลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ในระดับใกล้ศูนย์หรือเป็นศูนย์ หากยิ่งเดินหน้าใช้นโยบายรัดเข็มขัดเพื่อตัดลดการขาดดุลงบประมาณลง ก็จะยิ่งส่งผลหนักต่อการเติบโต

เรียกได้ว่า แม้จะสามารถลดการขาดดุลลงได้ 1% แต่การเติบโตของจีดีพีก็จะหดตามลงไปด้วยถึง 1% หรือ 1.5%

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า มาตรการรัดเข็มขัดทั้งหลายคือหนทางแก้ปัญหาที่ไม่สร้างสรรค์และจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง เนื่องจากการตัดลดรายจ่ายของรัฐบาลคือการลดหนทางสร้างรายได้ จนทำให้ความสามารถในการหาเงินใช้หนี้ลดลง ขณะที่ผลลัพธ์ที่ได้จากแผนรัดเข็มขัดมีเพียงการขาดดุลน้อยลงในระดับหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ แผนรัดเข็มขัดยังส่งผลระยะยาวต่อการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลและกระเทือนต่อการเติบโตของประเทศในอนาคต เพราะบรรดาผู้ประกอบการหรือนักลงทุนเลือกที่จะชะลอหรือลดการลงทุน และทำให้จำนวนคนตกงานเพิ่มขึ้นในที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้น นักเศรษฐศาสตร์ส่วนหนึ่งต่างเห็นตรงกันว่าแผนรัดเข็มขัดของแต่ละประเทศยังส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาคยุโรปที่มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าระหว่างกัน เพราะเมื่อประเทศหนึ่งเลือกที่จะประหยัดและลดปริมาณความต้องการสินค้าลง การส่งออกของอีกประเทศหนึ่งก็ย่อมต้องลดลงตามไปด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ หลายฝ่ายอาจข้องใจว่าการที่ประเทศที่มีหนี้ติดตัวมหาศาลจะใช้เงินมากขึ้นไปอีกจะไม่เป็นอันตรายต่อสถานะทางการเงินหรืออย่างไร

คำตอบก็คือ ไม่ เนื่องจากรายได้ของประเทศส่วนหนึ่งพิจารณาจากรายจ่าย หรืออาจพูดได้ว่าการใช้จ่ายของประเทศก็คือการลงทุนในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าการมุ่งใช้แผนรัดเข็มขัดจะทำให้การลงทุนหายไปและเศรษฐกิจจะเริ่มถดถอยซึมเซา

แน่นอนว่า สถานการณ์ของภูมิภาคยุโรปในขณะนี้ยังจำเป็นต้องพูดคุยถึงเรื่องการประหยัดมัธยัสถ์ อย่างการเพิ่มระยะเวลาเกษียณอายุ การปฏิรูปกฎข้อบังคับ และการปรับโครงสร้างสวัสดิการรัฐบาล เพื่อให้การใช้จ่ายเงินมีระเบียบวินัยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นในแง่ที่ว่ายุโรปจะไม่ก่อปัญหาหนี้สาธารณะมากวนใจอีกต่อไป

แต่เงื่อนไขเหล่านี้จะสามารถหารือโดยไม่สร้างความขุ่นเคืองให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ก็ต่อเมื่อ เศรษฐกิจของภูมิภาคมีสัญญาณการเติบโต โดยอียูต้องหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

เพราะสถานการณ์ของยุโรปในขณะนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ได้ว่า มาตรการรัดเข็มขัดเป็นทางออกที่ “ใช่” สำหรับอียูหรือไม่

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69