
'ปู'ตีปี๊บแก้ใต้ วังวนที่ยังไม่เห็นทางออก
การลงพื้นที่รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
การลงพื้นที่รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ค่ายสิรินธร อ.ยะรัง จ.ปัตตานี สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี พบว่าปัญหาสำคัญคือเรื่องเอกภาพการแก้ปัญหาในพื้นที่
คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ จึงกลายเป็นทางออกเบื้องต้นกับการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่ทั้ง 17 กระทรวง 66 หน่วยงาน โดยมี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหอกหลักดูแล
แน่นอนว่ามิติปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่หมักหมมมาจนซับซ้อนยากจะแก้ไขได้ในเวลาอันรวดเร็ว การมีคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฯ เข้ามาช่วยขันนอตให้กลไกการทำงานแก้ไขปัญหาในพื้นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นได้เพียงแค่จุดเริ่มต้นที่ต้องรอดูผลงานต่อไป
ที่สำคัญปัญหาเรื่องเอกภาพในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องใหม่!!!
ที่ผ่านมาการขาดเอกภาพเคยสะท้อนให้เห็นชัดเมื่อปรากฏเป็นกระแสข่าว อดีตนายกฯ ดอดไปเจรจากับแกนนำผู้ก่อเหตุในพื้นที่ โดยฝ่ายเจ้าหน้าที่ไม่ทราบและบานปลายใหญ่โตถูกขยายต่อเนื่องกลายเป็นประเด็นการเมือง
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เคยผุดไอเดียศูนย์ปฏิบัติการส่วนหลังมาแก้ปัญหา แถมทอดไมตรีดึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส.ในพื้นที่ร่วมประชุมวางแผนแก้ปัญหา
อีกด้านหนึ่งมีความพยายามผลักดัน “ปัตตานีมหานคร” ซึ่งจุดประเด็นคณะอนุกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายด้านความมั่นคง ในคณะกรรมการปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สภาผู้แทนราษฎร (กปพ.) ที่มี ประสพ บุษราคัม อดีต สส.อุดรธานี เป็นประธาน พร้อมจะผลักดันออกเป็น พ.ร.บ. ทว่ากระแสตอบรับจากสังคมกลับไม่เอาด้วย ทำให้แนวคิดนี้ต้องถูกพักเอาไว้ รูปแบบการแก้ปัญหาในภาคใต้จึงยืนยันความไร้เอกภาพและสะเปะสะปะไร้ทิศทาง
ความพยายามล่าสุด กับการมอบหมายให้ “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงขับเคลื่อนการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ก็ไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งมอบหมายให้ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้รับผิดชอบเต็มตัว หนำซ้ำยังมี “ถาวร เสนเนียม” รมช.มหาดไทย เข้ามาร่วมเป็นรัฐมนตรีที่ผลัดเปลี่ยนกันหมุนเวียนลงไปประจำพื้นที่
ทว่าปัญหาชายแดนภาคใต้กลับไม่ได้คลี่คลายสลายไป แม้บางช่วงเวลาความรุนแรงในพื้นที่จะลดลงไปบ้าง แต่ก็แค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
การลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ครั้งนี้ จึงถือเป็น “สัญญาณ” เอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ครั้งแรก หลังถูกโจมตีว่าปล่อยปละละเลยมานาน การลงไปรับฟังปัญหาในพื้นที่ด้วยตัวเองย่อมส่งผลทางด้านจิตใจ ต่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่
ลึกๆ แล้ว เบื้องหลังการลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ มาจากเมื่อครั้ง “ยิ่งลักษณ์” หอบรัฐมนตรีเข้ารดน้ำดำหัว ป๋าเปรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์สัปดาห์ที่แล้ว “ป๋าเปรม” แสดงความเป็นห่วงเรื่องปัญหาชายแดนภาคใต้
ในจังหวะที่ต้องเร่งเดินหน้าสมานรอยร้าว กระชับช่องว่าง ระหว่าง “ไพร่อำมาตย์” ยิ่งทำให้ “ยิ่งลักษณ์” ซึ่งรับสัญญาณตรงมาเช่นนี้ ต้องเร่งเคลียร์คิวลงพื้นที่เป็นการด่วน เอาอกเอาใจในช่วงที่กำลังได้รับความเอ็นดู
แต่ดูรายละเอียดแนวทางการปฏิบัติงานที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชี้แจง ไม่ได้มีอะไรหวือหวาหรือแตกต่างจากแนวทางที่เคยทำกันมา ทั้งการทำงานในส่วนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่เน้นย้ำเรื่อง “บูรณาการ” และเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและผู้นำศาสนา
ปิดท้ายด้วยแนวทางพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ดูแลประชาชนให้มีอาชีพ รายได้ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงและสันติสุข ในการดูแลประชาชนให้มีความเสมอภาค ไปจนถึงนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปราบปรามมากขึ้น พร้อมกับระบุว่า จะทำเวิร์กช็อปให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
สวนทางกับแนวทางการแก้ปัญหาในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาล จึงเหมือนจะเน้นหนักไปเพียงแค่มิติของความรุนแรงในพื้นที่เป็นหลัก ทว่า ยิ่งแก้ไขกลับยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
แต่ในมิติเชิงสังคมที่ต้องส่งเสริมพัฒนาอัตลักษณ์ในพื้นที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจในพื้นที่กลับไม่ได้รับการผลักดัน
ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า อุปสรรคสำคัญของรัฐบาลเพื่อไทย คือ การไม่มี สส.ในพื้นที่ ทำให้ขาดมือ ไม้ แขน ขาในการทำงาน และขาดตัวเชื่อมระหว่างชาวบ้านในพื้นที่กับส่วนกลาง ทั้งการรับฟังเสียงสะท้อน วิพากษ์วิจารณ์สื่อสารทำความเข้าใจ จึงยิ่งทำให้ปัญหานี้แก้ไขได้ยากมากขึ้น
ทว่ากับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาและติดตามการแก้ปัญหา และการฟื้นฟูการพัฒนาตามวิถีวัฒนธรรมจังหวัดชายแดนภาคใต้วุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกษมศักดิ์ ปลูกสวัสดิ์ เป็นประธาน ได้ทำหนังสือส่งตรงถึง “ยิ่งลักษณ์” เสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อแก้ไขความขัดแย้งตามกระบวนการแสวงหาสันติภาพ แต่ผ่านมาร่วมเดือนกลับไม่มีการได้รับการตอบรับ
ทั้งที่ข้อเสนอดังกล่าวได้เปิดพื้นที่ที่เป็นกลางให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ พูดคุยแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง และเสนอให้รัฐบาลจะต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อกระบวนการสันติภาพและความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
เสนอให้ฝ่ายการเมืองว่าจะต้องมีนโยบายที่ชัดเจนและส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ โดยปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบ เคารพและส่งเสริมอัตลักษณ์ โดยเฉพาะภาษา วัฒนธรรม และการศึกษาของท้องถิ่น
จากนี้ไปจึงต้องรอดูว่า หลัง “ยิ่งลักษณ์” ส่งสัญญาณเอาจริงกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้แล้วเที่ยวนี้ สถานการณ์จะคลี่คลายไปได้มากน้อยแค่ไหน หรือจะเป็นเพียงแค่การตีปี๊บเรียกความสนใจเท่านั้น







