posttoday
มะกันเดินหน้ารื้อสัมพันธ์เอเชียกรุยทางภูมิภาคทวงอำนาจคืน

มะกันเดินหน้ารื้อสัมพันธ์เอเชียกรุยทางภูมิภาคทวงอำนาจคืน

30 เมษายน 2555

คงไม่ผิดแปลกนักหากจะพูดว่า นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาท่าทีของมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

คงไม่ผิดแปลกนักหากจะพูดว่า นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาท่าทีของมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ ค่อนข้างกระตือรือร้นกับการเดินหน้าพูดคุยและยื่นมือสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ กับบรรดาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย

ไม่ว่าจะเป็นกรณีความขัดแย้งเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ หรือหมู่เกาะพาราเซล ระหว่างจีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไต้หวัน ซึ่งสหรัฐเอ่ยปากช่วยทุกประเทศยกเว้นจีนอย่างเต็มที่ ทั้งการให้ความช่วยเหลือทางอาวุธหรือการฝึกซ้อมทหาร

หรือกรณีการทดสอบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือที่สหรัฐเป็นโต้โผลุกขึ้นมาประณาม พร้อมประกาศเข้าข้างเกาหลีใต้เต็มที่ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อป้องกันไม่ให้เกาหลีเหนือดำเนินการที่กระทบต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของภูมิภาค

หรือจะเป็นล่าสุดกับการเดินหน้าสานสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคอย่างญี่ปุ่นและอินเดีย เช่น การยอมถอยให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น ด้วยการส่งสัญญาณถอนทหารสหรัฐออกจากฐานทัพในเกาะโอกินาวา ขณะที่กับอินเดีย สหรัฐก็เปิดฉากเจรจายื่นเงื่อนไขให้ความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีแลกกับการเปิดพื้นที่ทางการค้าการลงทุน

มะกันเดินหน้ารื้อสัมพันธ์เอเชียกรุยทางภูมิภาคทวงอำนาจคืน

เรียกได้ว่า พญาอินทรีอย่างสหรัฐแทบจะก้าวเข้าไปมีเอี่ยวในทุกเรื่อง ทุกความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย

ทั้งนี้ ว่ากันตามจริงแล้ว สหรัฐกับบรรดาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นประเทศสถานะทางเศรษฐกิจไม่โดดเด่นอย่างฟิลิปปินส์ ไต้หวัน หรือเวียดนาม ไปจนถึงประเทศมั่งคั่งอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือประเทศที่มีแรงขับเคลื่อนสูงอย่างอินเดีย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนคุ้นเคยที่รู้จักสนิทสนมกันเป็นอย่างดีมาแล้วในอดีตด้วยกันทั้งสิ้น

เพียงแต่ในช่วงไม่กี่สิบปีให้หลังที่ผ่านมา สหรัฐมัวแต่ติดพันและเคี่ยวกรำกับสงครามในตะวันออกกลางที่มีผลประโยชน์มหาศาลอย่างน้ำมันเป็นเดิมพัน จนทำให้ต้องห่างหายไปจากภูมิภาคเอเชียอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

และเป็นโอกาสให้พญามังกรอย่างจีนแผ่ขยายอิทธิพลของตนเองได้อย่างเต็มที่

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องผิดแผกนักหากสหรัฐจะใช้สถานะของเพื่อนเก่าเป็นข้ออ้างยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ

ทว่า ก็เป็นการช่วยเหลือที่บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งต่างเห็นตรงกันว่า ล้วนเป็นไปเพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่จะเอื้อให้สหรัฐกลับมามีอำนาจและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นของตนเองกลับคืนมาจากจีน

หลักฐานก็คือ ในขณะที่ความสัมพันธ์กับจีนยังคงลุ่มๆ ดอนๆ ชนิดที่ว่ามีเรื่องให้เขม่นหรือประณามกันได้ตลอด ความสัมพันธ์ของสหรัฐกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียดูจะเป็นมิตรมากจนน่าเหลือเชื่อ

เหลือเชื่อในแง่ที่ว่า อะไรก็ตามที่ประเทศเหล่านี้กำลังทุกข์ร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือ สหรัฐก็จะเดินหน้าสนับสนุนเต็มที่พร้อมลงมือทำแบบไม่มีเกี่ยงงอน เช่น การสนับสนุนเรือดำน้ำให้กองทัพเรือฟิลิปปินส์ หรือการพิจารณาขายเครื่องบินเจ็ตให้กับกองทัพอากาศไต้หวันในราคากันเอง

ขณะที่เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ความขัดแย้งในซีเรีย สหรัฐกลับเพียงแค่แสดงความเห็นและปล่อยให้เป็นปัญหาของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รวมถึงกลุ่มสันนิบาตอาหรับไปจัดการกันเอาเอง

ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ความกระตือรือร้นของสหรัฐที่มีต่อภูมิภาคเอเชียยิ่งเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น กับการอาศัยแนวทางการทูตเป็นใบเบิกทางในการรื้อฟื้นและสานต่อความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นและอินเดีย สองประเทศยุทธศาสตร์สำคัญของเอเชีย ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นรองแค่จีนเท่านั้น

ทั้งนี้ หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น เริ่มต้นขึ้นจากการที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม ก่อนค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์กับสหรัฐจนกลายมาเป็นประเทศคู่ค้าทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

แต่อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดจากการพ่ายแพ้สงครามก็ไม่ใช่สิ่งที่จะลบเลือนไปได้ง่ายๆ ด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีร่วมกัน และสหรัฐเองก็รู้ดีว่า หากต้องการให้ความสัมพันธ์ที่มีต่อญี่ปุ่นแนบแน่นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สหรัฐต้องจัดการบรรเทาบาดแผลนี้ให้ได้

และหนึ่งในกุญแจสู่หนทางเยียวยาสำคัญก็คือ ฐานทัพสหรัฐในเกาะโอกินาวา ซึ่งเป็นเหมือนหนามตำใจคนญี่ปุ่นมานาน โดยสหรัฐได้ประกาศเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า เตรียมจะถอนทหาร 9,000 นาย ออกจากฐานทัพในเกาะโอกินาวา ซึ่งกองกำลังส่วนหนึ่งจะย้ายไปประจำการที่เกาะกวม ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะไปประจำที่ฮาวาย

เคิร์ท แคมป์เบล รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก คาดหวังว่าข่าวดีรับการมาเยือนสหรัฐของนายกรัฐมนตรี โยชิฮิโกะ โนดะแห่งญี่ปุ่น ในวันที่ 30 เม.ย.นี้ จะช่วยตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหรัฐกับญี่ปุ่น และช่วยขจัดความกังขาที่มีต่อสหรัฐในเรื่องบทบาทในภูมิภาค

“เรายังคงสำคัญ เรายังคงเป็นที่หนึ่ง เราเป็นรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกแห่งนี้” แคมป์เบล กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศ ระบุว่า ท่าทีดังกล่าวของสหรัฐ คล้ายกับเป็นรางวัลตอบแทนให้กับญี่ปุ่นที่เดินตามความต้องการของสหรัฐเสมอมา โดยรัฐบาลญี่ปุ่นทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐมาโดยตลอด เช่น การไม่ซื้อน้ำมันจากอิหร่าน

และที่สำคัญยิ่งกว่า ท่าทีข้างต้นของสหรัฐยังเป็นการแสดงให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เห็นว่าสหรัฐจะเป็นมิตรที่ดีและใจกว้างเสมอกับประเทศที่เลือกข้างสหรัฐ

ทั้งนี้ ในขณะที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ พูดคุยหารือระดับทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ก็เตรียมพร้อมเดินทางเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการในช่วงปลายสัปดาห์นี้ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ประเด็นหารือหลักย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐกับอินเดีย

สำหรับอินเดีย แม้จะมีความสัมพันธ์กับสหรัฐมาอย่างยาวนานเหมือนญี่ปุ่น แต่อินเดียดูจะสงวนและค่อนข้างระมัดระวังท่าทีในการผูกมิตรของสหรัฐอยู่พอสมควร

เรียกได้ว่า สหรัฐต้องทุ่มเทพอควรในการซื้อใจผูกสัมพันธ์กับแดนโรตีแห่งเอเชีย โดยในสมัยที่ จอร์จดับเบิลยู. บุช ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐเพื่อเริ่มต้นฟื้นความสัมพันธ์กับอินเดีย สหรัฐลงทุนถึงขั้นยอมเซ็นสัญญาอนุญาตให้อินเดียสามารถพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ ทั้งๆ ที่อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาห้ามการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์

แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับอินเดียก็ยังคงไม่คืบหน้า และดูเหมือนว่าจะแย่ลงไปอีกเมื่อล่าสุด อินเดียปฏิเสธที่จะทำตามข้อเรียกร้องของสหรัฐที่ให้ยุติการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน สร้างความไม่พอใจให้กับนักการเมืองในสหรัฐบางราย จนอดวิพากษ์วิจารณ์เชิงตำหนิติเตียนต่อการกระทำที่แยแสสหรัฐของอินเดียไม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องที่รัฐสภาอินเดียระงับกฎหมายที่จะเปิดทางให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในตลาดค้าปลีก กับการยกเว้นหนี้ให้กับบริษัทด้านนิวเคลียร์ที่ทำให้อินเดียกับสหรัฐแทบจะมองหน้ากันไม่ติด

อย่างไรก็ตาม สหรัฐกลับได้โอกาสที่จะกระชับความสัมพันธ์กับอินเดียอีกรอบ ด้วยความช่วยเหลือทางอ้อมของจีน

เดเนียล ทวินนิง ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชีย และเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุชระบุว่า สหรัฐและอินเดียสามารถพูดคุยหารือได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะว่ามีแนวคิดต่อจีนเหมือนกัน นั่นคือ การมองว่าจีนเป็นคู่แข่ง และค่อนข้างวิตกถึงอนาคตของเอเชียต่อการที่จีนจะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของภูมิภาคและของโลก

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า การมีศัตรูคนเดียวกัน ทำให้สหรัฐเล็งเห็นโอกาสที่จะฟื้นสัมพันธ์กับอินเดียอีกครั้ง

ทั้งนี้ แม้ว่าสหรัฐจะย้ำอยู่เสมอว่า การหวนกลับมาภูมิภาคเอเชียนั้นเพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ห่างหายไปนาน และไม่มีเจตนาที่จะขัดขวางหรือสกัดการเติบโตของจีน โดยคลินตันรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐถึงขนาดกล่าวออกมาว่า เสถียรภาพและความมั่งคั่งของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะบรรลุผลสำเร็จได้ส่วนหนึ่ง ก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนด้วยเช่นกัน

แต่การกระทำทั้งหมดที่ผ่านมากลับสวนทางกับสิ่งที่สหรัฐกล่าวมาอย่างสิ้นเชิง โดยนักวิเคราะห์ต่างมองว่า การสานสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนเป็นไปเพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงสถานะของสหรัฐที่ยังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคแห่งนี้ไม่เปลี่ยนแปลง

และเป็นการกรุยทางเพื่อรื้อฟื้นอำนาจให้สหรัฐมีอิทธิพลเหนือเอเชียอีกครั้ง

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่