
แรงปรารถนาในวัยเยาว์
โดย...ประมนต์ สุธีวงศ์
โดย...ประมนต์ สุธีวงศ์
ว่าด้วยเรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์ในอเมริกาแล้ว ขอกลับมาเรื่องการไปฉลองวันคริสต์มาสที่นครนิวยอร์กอีกหน
ปีนั้นเพื่อนร่วมห้องพักเชิญผมไปร่วมฉลองวันคริสต์มาสที่บ้าน ณ นครนิวยอร์ก แต่เนื่องจากเพื่อนร่วมห้องพักผมและตัวผมยังไม่มีรถใช้ จึงต้องใช้วิธีเกาะคนที่มีรถที่จะไปเส้นทางเดียวกันไป
ก่อนหยุดภาคเรียนยาว ๆ เช่น Spring Break อีสเตอร์ และคริสต์มาส ติดต่อด้วยปีใหม่นั้น พวกนักเรียนที่มีรถและจะกลับบ้านจะติดป้ายเชื้อเชิญใครที่สนใจให้ร่วมเดินทางไปด้วยได้ กติกาเป็นที่รู้กันคือ เจ้าของรถไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร ค่าน้ำมันรถและค่าใช้จ่ายจิปาถะระหว่างทาง ผู้ร่วมเดินทางเป็นผู้จ่าย ทุกคนช่วยกันขับ และขับยาวถึงปลายทางเลย โดยไม่มีการแวะนอนกลางทาง ไม่ต้องไปเสียค่าที่พักโดยไม่จำเป็น ใครง่วงก็หลับไปในรถ
ถ้ามีกัน 4 คน รวมเจ้าของรถด้วยก็พอดิบพอดี ถ้าไม่มี 2-3 คน ก็พอช่วยกันได้
ระยะทางระหว่างแคนซัสและนิวยอร์กประมาณ 1,767 กิโลเมตร ต้องขับหลายชั่วโมง ยิ่งเป็นฤดูหนาวบางแห่งมีหิมะตก ขับรถเร็วเกินไปไม่ได้ ต้องลดความเร็วลง
คริสต์มาสและปีใหม่ในปีนั้น ผมพักกับเพื่อนที่บ้านเขา ซึ่งเป็นบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าที่บรูกลินอยู่ไม่ไกลจากแมนฮัตตันจุดศูนย์กลางของนิวยอร์กเท่าไหร่ ที่นั่นมีเด็กกำพร้าไม่มีบ้านช่องเป็นของตนเองพักอยู่หลายคน ทั้งหญิงชาย ทั้งเล็กทั้งโต เด็กโตที่ว่านี้ต้องยังไม่บรรลุนิติภาวะจึงจะอยู่บ้านประเภทนี้ได้ ถ้าเป็นผู้ใหญ่แล้วต้องออกไปหาที่อยู่และทำงานเลี้ยงตนเอง
ครอบครัวของเพื่อนมีพี่น้องสองคนรวมตัวเขาและพี่สาว เขาก็มีประเพณีปฏิบัติแบบคริสต์ศาสนิกชนทั่วไปคือ วันคริสต์มาสถือเป็นวันของการให้ มีการให้ของขวัญซึ่งกันและกัน และรับประทานอาหารร่วมกันกับครอบครัวในวันก่อนวันคริสต์มาส และเด็กๆ กำพร้าที่อยู่ในความดูแลก็ได้รับของขวัญและอาหารมื้อพิเศษด้วย
ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวจุดต่างๆ ที่น่าสนใจของนครนิวยอร์ก รวมทั้งการไปขึ้นตึกสูงสุดในขณะนั้นคือ Empire State Building ด้วย
ครั้งแรกที่ไปนิวยอร์กนี้จำอะไรไม่ค่อยได้ เพราะยังไม่คุ้นเคยกับเมืองใหญ่ จำได้แม่นยำเพียงอย่างเดียวว่ากินโดนัตเป็นอาหารเช้าทุกวันที่อยู่ที่นั่น เพราะร้านโดนัตที่ขายไม่หมดจะนำมาให้บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าบ้าง โรงพยาบาลบ้าง สถานที่เลี้ยงคนจนบ้าง แล้วแต่ความใกล้ชิด โดนัตที่นั่นไม่ขายข้ามวันเพราะจะไม่สด
คริสต์มาสปีนั้นผมก็เลยหน้ากลมเป็นโดนัตไป
เพื่อนคนนี้ผมมีความคุ้นเคยเป็นพิเศษ ในโอกาสที่พี่สาวเขาแต่งงานที่นิวยอร์ก ผมก็ได้รับเชิญให้ไปงานแต่งงาน และได้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวในงานด้วย
การแต่งงานเข้าโบสถ์ของศาสนาคริสต์นั้นถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นพิธีที่ญาติของทั้งสองฝ่ายจะมาร่วมงาน ถึงแม้ว่าจะอยู่ไกลแสนไกลแค่ไหนก็ตาม ก่อนวันแต่งงานจริงต้องมีการซ้อมบทบาทกันหลายครั้ง วันนั้นผมได้แต่งชุดทักซิโดโก้เป็นพิเศษอีกครั้ง
หลังจากการไปนครนิวยอร์กครั้งนั้น ซึ่งเป็นการไปฝั่งตะวันออกหนแรก ผมมีโอกาสไปทางตะวันออกอีกหลายครั้ง ในแต่ละครั้งก็ใช้วิธีขับรถเช่นเคย
ครั้งหนึ่งสมัยรู้จักกับคุณเพ็ญพรรณ ศรีภรรยาของผมแล้ว ผมก็ไปเยี่ยมเธอในฤดูหนาวที่เมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ครั้งนั้นหิมะตกมาก ถนนลื่น ผมขับรถลื่นไถลไปตกถนน แต่ไม่ถึงกับคว่ำ ไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่รถที่ขับไปเสียหายพอควร เพื่อนที่เป็นเจ้าของรถต้องให้ประกันมาจัดการ
.......................
ผมตั้งใจมาแต่ไหนแต่ไรว่าจะเป็นวิศวกร เพราะชอบวิชาคำนวณและวิทยาศาสตร์มากกว่าศิลปศาสตร์ และอยากจะช่วยสร้างโรงงาน เครื่องจักร หรือเครื่องมืออำนวยความสะดวกที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั่วๆ ไป ที่มีแรงปรารถนาเช่นนี้เพราะสมัยเด็กๆ คลุกคลีอยู่กับโรงเลื่อย โรงสี โรงน้ำแข็ง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเล็กๆ ที่แพร่หลายในประเทศไทยขณะนั้นมาก่อนแล้ว
สังเกตดูว่าเด็กไทยนั้นมักจะเรียนต่อหรือมีอาชีพต่อเนื่องจากบุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อและแม่ ใครที่มีพ่อแม่เป็นข้าราชการพลเรือน ทหาร หรือตำรวจ ก็จะสนใจที่จะเรียนไปในสายนั้น ถ้ามีพ่อแม่เป็นหมอ ครู อาจารย์ หรือนักธุรกิจ ลูกๆ จำนวนไม่น้อยก็จะเดินตามทิศทางนั้น สาเหตุใหญ่เพราะครอบครัวไทยเป็นครอบครัวที่ใกล้ชิดกัน ลูกๆ จะอยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ จึงรับและซึมซาบความคิดและวิถีชีวิตของพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ไว้เป็นของตนเอง เมื่อถึงเวลาที่จะเลือกเรียนอะไรหรือจะเป็นอะไร สิ่งแรกๆ ที่คิดถึงคืออาชีพของครอบครัว แต่สังคมอเมริกันเท่าที่รู้จักมักไม่เป็นเช่นนั้น
ชาวอเมริกันหรืออาจกล่าวว่าสังคมชาวตะวันตกทั่วๆ ไปนิยมที่จะปลูกฝังให้แต่ละคนช่วยเหลือตนเอง พึ่งตนเอง พ่อแม่มีหน้าที่ดูแลลูกๆ ถึงระยะหนึ่งแล้วก็จะปล่อยให้ช่วยตนเอง ลูกๆ เมื่อโตขึ้นก็จะไม่รู้สึกผูกพันกับพ่อแม่อย่างชาวเอเชีย ลูกๆ ส่วนใหญ่จะไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของตนเองที่จะต้องดูแลพ่อและแม่ยามแก่เฒ่า คนแก่ๆ จึงต้องไปอยู่บ้านคนชราที่ขาดความอบอุ่น วงจรสังคมชาวตะวันตกเป็นเช่นนี้ ความสัมพันธ์และความผูกพันของครอบครัวจึงไม่แน่นแฟ้นเหมือนชาวเอเชีย ดังนั้นลูกๆ ไม่จำเป็นจะต้องคิดเหมือนพ่อและแม่เสมอไป อาชีพที่จะประกอบในอนาคตก็อาจไม่มีความคล้ายคลึงกับอาชีพของพ่อและแม่เลยก็ได้
ผมได้เรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวอเมริกันในระดับหนึ่ง เห็นข้อดีและข้อเสียเมื่อเปรียบเทียบวัฒนธรรมและสังคมของชาวตะวันออก แต่คงได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมและสังคมของชาวตะวันตกไว้มากพอควร เพราะเคยถูกคนที่คุ้นเคยกันวิจารณ์ว่า ในบางครั้งผมคิดและปฏิบัติเช่นคนทางตะวันตกมากกว่าชาวตะวันออก คงต้องตีความเอาเองว่าเขาต่อว่าหรือชมเชย
อ่านต่อสัปดาห์หน้า







