
ปูดรพ.เอกชนรีดค่ารักษาป่วยฉุกเฉิน
สปสช.ปูด โรงพยาบาลเอกชนหวังฟันกำไร รีดเงินมัดจำค่าป่วยฉุกเฉิน
สปสช.ปูด โรงพยาบาลเอกชนหวังฟันกำไร รีดเงินมัดจำค่าป่วยฉุกเฉิน
นพ.วีระวัฒน์ พันธ์ครุฑ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า หลังเปิดโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียวตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พบปัญหาว่ามีโรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บเงินมัดจำค่ารักษาจากผู้ป่วยฉุกเฉิน และเมื่อโรงพยาบาลเบิกจ่ายค่ารักษาจากกองทุนรักษาพยาบาลได้แล้วจึงคืนเงินให้กับผู้ป่วยหรือญาติในภายหลัง
ขณะเดียวกัน มีปัญหาที่เกิดจากฝ่ายผู้ป่วย คือ กรณีนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลเอกชนที่ใกล้ที่สุด โดยผู้ป่วยไม่ได้แสดงความจำนงขอใช้สิทธิป่วยฉุกเฉินตั้งแต่แรก ทำให้ถูกโรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บเงินในช่วง 1-2 วันแรก และญาติยอมจ่ายไปก่อน แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่ารัฐมีนโยบายระบบผู้ป่วยฉุกเฉินรักษาฟรี จึงขอใช้สิทธิและขอเรียกเงินค่ารักษาคืนในภายหลัง ซึ่งทำให้เป็นปัญหาอีกเช่นกัน
“ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนของไทยตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาผลกำไร ต่างไปจากโรงพยาบาลในประเทศยุโรปหรือออสเตรเลียที่จะแสวงหากำไรไม่มาก บ้านเราจึงมีการนำธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่จากการดำเนินนโยบายรวมบริหารจัดการผู้ป่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือด้วยดี มีเพียงบางแห่งเท่านั้นที่เป็นปัญหา และถือเป็นส่วนน้อย” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว
นพ.วีระวัฒน์ กล่าวว่า จากสถิติการใช้บริการรักษาในระบบผู้ป่วยฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1-18 เม.ย. มีผู้ป่วยมารับบริการทั้งสิ้น 708 ราย เฉลี่ยแต่ละวันมีผู้ป่วยลงทะเบียนใช้สิทธิ 40 ราย ในจำนวนนี้มีปัญหาซับซ้อนและต้องจัดการประมาณ 6-7 ราย ทำให้ต้องย้ายผู้ป่วยในโรงพยาบาล 2-3 แห่ง รวมถึงปัญหาการส่งต่อผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจนอาการทุเลาแล้ว ทางโรงพยาบาลเอกชนต้องการที่จะส่งต่อกลับไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิของผู้ป่วย แต่กลับพบปัญหาเตียงเต็ม
ขณะที่จำนวนผู้โทรศัพท์เข้ามาสอบถามการใช้บริการฉุกเฉิน ทั้งทางสายด่วน 1330 และ 1669 มีประมาณ 100 รายต่อวัน ส่วนใหญ่มีความกังวลว่าจะถูกเรียกเก็บเงินจากการใช้บริการ
ทั้งนี้ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ช่วงเริ่มต้นระบบ เชื่อว่าต่อไปจะดีขึ้น ส่วนการเบิกจ่ายค่ารักษาตามสิทธิของแต่ละกองทุน ซึ่ง สปสช.ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเบิกจ่ายนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นปัญหา แต่อาจมีปัญหาในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิ 3 กองทุน เช่น ครู ข้าราชการท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือแนวทางรวมระบบจัดการ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกรายได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง







