
โพลเผยภาพโป๊ทำคนเสื่อมศรัทธาสภาไทย
เอแบคโพลเผยผลสำรวจพบภาพโป๊โผล่กลางสภาทำคนเสื่อมศรัทธา แนะควรใช้เป็นโอกาสปฏิรูปคุณธรรม-จริยธรรมผู้ทรงเกียรติ
เอแบคโพลเผยผลสำรวจพบภาพโป๊โผล่กลางสภาทำคนเสื่อมศรัทธา แนะควรใช้เป็นโอกาสปฏิรูปคุณธรรม-จริยธรรมผู้ทรงเกียรติ
นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง ประชาชนรู้สึกอย่างไรต่อ สภาอันทรงเกียรติ "ภาพโป๊" กับผลการประเมินคุณธรรมเบื้องต้นในสังคมไทย กรณีศึกษากลุ่มตัวอย่างอายุ18ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ
ผลวิจัยพบว่า ประชาชน85.3%รู้สึกเสื่อมศรัทธาต่อรัฐสภา นอกจากนี้ 68.6% ต้องการให้ประธานที่ประชุมออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ภาพโป๊ที่เกิดขึ้นด้วยการขอโทษ ขณะที่ 67.3% ต้องการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคออกมาขอโทษ
นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่าง 58.5% ต้องการให้ส.ส.ที่เปิดดูภาพโป๊ขณะประชุมออกมาขอโทษต่อสาธารณชน และ 35.5% ต้องการให้ ส.ส.ที่เปิดดูภาพโป๊ลาออก
ผลสำรวจยังพบอีกว่า 84.3% ระบุว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา ต้องเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบสืบสวนหาตัวผู้นำภาพโป๊ขึ้นในที่ประชุมสภา รองลงมาได้แก่สื่อมวลชน 83% และผู้ใหญ่ในสังคมหรือหน่วยงานดูแลด้านคุณธรรม จริยธรรม 80.5%
อย่างไรก็ตามประชาชน 68.8% เชื่อกรณีภาพโป๊ในสภาจะเงียบหายไป รวมทั้ง 89.6% เห็นว่ารัฐสภาควรถือโอกาสนี้ปฏิรูปคุณภาพสมาชิกด้านคุณธรรมและจริยธรรม
ขณะที่การประเมินผลคุณธรรมในสังคมไทยพบว่า คนไทยส่วนใหญ่หรือ 79.4% จะทำบ้างไม่ทำบ้างหรือไม่ทำเลยในเรื่องข้อบังคับ ข้อห้ามต่างๆถ้าเป็นอุปสรรคต่อชีวิต ขณะที่ 77.2% จะทำบ้างไม่ทำบ้าง ถึงไม่ทำเลย ในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ถ้าตนจะเสียผลประโยชน์หรือไปไม่รอด 54.4% จะทำบ้างหรือไม่ทำบ้างถึงไม่ทำเลยในเรื่องการเอาผิดดำเนินคดีกับคนในครอบครัวทุกคนที่ทำผิดกฎหมาย
จากการวิเคราะห์ทางสถิติประเมินคุณธรรมเบื้องต้นของคนในสังคมไทยพบว่าประชาชน เกินครึ่งหรือ 53.8% มีคุณธรรม ขณะที่ 46.2% มีน้อยถึงไม่มีคุณธรรม โดยพบว่า ผู้หญิงมีสัดส่วนของคนที่มีคุณธรรม 55.9% ขณะที่กลุ่มผู้ชาย 50% รวมทั้งพบว่ากลุ่มคนที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีขึ้นไปกลับมีสัดส่วนของคนที่มีคุณธรรมน้อยกว่าคนที่มีการศึกษาปริญญาตรีและต่ำกว่าปริญญาตรี คือ 44.2% ต่อ 55.2% และ 54.2% ตามลำดับ
ที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มเด็กและคนรุ่นใหม่มีสัดส่วนของคนที่มีคุณธรรมน้อยกว่ากลุ่มอื่นคือ 47.6% โดยกลุ่มอาชีพที่มีคนที่มีคุณธรรมสูงสุดคือ กลุ่มเกษตรกร 56.8%
นายนพดลกล่าวว่า ผลวิจัยสะท้อนว่า ผู้คนในสังคมจำนวนไม่น้อยนำเอาเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมมาเป็นเพียงกันชน เพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้ตนเองดูดี ถ้าหากวันหนึ่งเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมกลายเป็นกันชนที่หายไป สังคมไทยจะเสื่อมและเสียหายยากที่จะฟื้นฟูเยียวยาได้
ทั้งนี้รัฐบาลและฝ่ายการเมืองน่าจะถือเอาเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมทางการเมืองเป็นวาระแห่งชาติที่ทำอย่างจริงจังต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการสรรหาคนดีที่แท้จริงมาอยู่ในหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมและจริยธรรม จัดสรรทรัพยากรที่เพียงพอต่อการทำให้คุณธรรมและจริยธรรมเป็นเรื่องสำคัญตั้งแต่ในครอบครัวชุมชนและสังคมระดับกว้าง
อนึ่งลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง 48.1%เป็นชาย 51.9%เป็นหญิง 6.8%อายุน้อยกว่า 20ปี 21.4% อายุระหว่าง 20-29ปี 22.8% อายุระหว่าง 30-39ปี 20.9% อายุระหว่าง 40-49ปี และ 28.1% อายุ50ปีขึ้นไป ตัวอย่าง 76.7% สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี 23.3% สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป
34.2%มีอาชีพเกษตรกร/รับจ้าง 28.6%อาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว 12.4%เป็นพนักงานเอกชน 11.2% เป็นข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ 7.8% เป็นนักเรียนนักศึกษา 4.7% เป็นพ่อบ้าน/แม่ย้าน/เกษียณอายุ และ 1.1% ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ







