posttoday
ชะตากรรมเด็ก ป.1 ยุคแท็บเล็ตครอบงำ

ชะตากรรมเด็ก ป.1 ยุคแท็บเล็ตครอบงำ

21 เมษายน 2555

ประเด็นที่น่าสนใจมากที่สุดก็คือ สังคมไทยรู้จักแท็บเล็ตมากน้อยแค่ไหน และหากรู้จัก คำถามต่อไปคือ เรารู้จักจริงหรือ

โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน

รัฐบาลชุดนี้ออกมาตอกย้ำหลายต่อหลายครั้งว่า แท็บเล็ตที่จะแจกให้กับนักเรียนชั้น ป.1 ทั่วประเทศ ตามโครงการ “1 แท็บเล็ต 1 นักเรียน” จะเป็นปรากฏการณ์ที่พลิกโฉมหน้าการเรียนรู้ของนักเรียน ด้วยการรับบทบาทเป็นครูคนใหม่ โดยยกเอางานวิจัยมาเพิ่มน้ำหนักว่า แท็บเล็ตจะเป็นประโยชน์มากกว่าให้โทษ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า แท็บเล็ตที่จะถึงมือเด็กในเร็วๆ นี้ ยังตกอยู่ท่ามกลางสารพัดคำถาม โดยเฉพาะในระยะยาว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีงานวิจัยที่ระบุได้อย่างชัดเจนว่า เด็ก ป.1 กว่า 8.6 แสนคน ซึ่งเป็นผู้ใช้งานโดยตรงจะได้รับผลข้างเคียงอะไรบ้าง หรือจะซ้ำรอยกับเยาวชนกลุ่มอื่น ที่ขณะนี้กลายเป็น “เด็กติดเกม” หลังจากใช้ชีวิตอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยไม่มีมาตรการกำกับดูแล

เมื่อเร็วๆ นี้ ลิซ ดอร์เยอร์ บรรณาธิการด้านการศึกษาของนิตยสารกู๊ด ระบุไว้ในบทความว่า รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) ของประเทศเกาหลีใต้ ยอมถอยจากแผนปฏิรูปการศึกษาที่วางไว้ว่า จะนำสื่ออิเล็กทรอนิกส์และดิจิตอลมาแทนที่หนังสือเรียน ภายหลังพบข้อทักท้วงจากนักการศึกษาที่กังวลว่า อุปกรณ์คอมพิวเตอร์จะสร้างผลกระทบด้านลบในกรณีที่เด็กนั่งหน้าจอนานเกินไป และยังไม่นับรวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นตามมา เช่นเดียวกับปัญหาเด็กติดเกมที่รัฐบาลต้องแบกภาระแก้ปัญหา แม้เด็กกลุ่มดังกล่าวจะคิดเป็นจำนวนเพียง 10% จากเด็กทั้งหมด แต่ก็เป็นปัญหาแก้ไม่ตก และรัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

นอกจากนี้ บรรณาธิการด้านการศึกษาของนิตยสารกู๊ด ยังระบุอีกว่า รัฐบาลเกาหลีใต้เปลี่ยนแผนดังกล่าว เนื่องจากพบว่า เด็กอายุ 67 ขวบ ผูกพันกับหนังสือที่เป็นกระดาษและหมึกพิมพ์เล่มโปรดมากกว่า ขณะที่ผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาวอาจส่งผลถึงวัยอื่นๆ เป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เนื่องจากทุกคนต่างทราบดีว่า เด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาที่คุ้นเคยกับสื่อสมัยใหม่ หากถูกบังคับเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ไม่ให้ดูทีวี หรือสื่ออื่นๆ พวกเขาจะแสดงอาการคล้ายผู้ที่กำลังเลิกใช้ยาเสพติด

ก่อนหน้านี้ นพ.วินิต พัวประดิษฐ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ออกมาบอกว่า งานวิจัยจากโครงการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของมหิดล พบว่าเด็กในช่วงปฐมวัยเป็นช่วงที่เหมาะสมในการใช้หนังสือเพื่อการพัฒนาสมอง ผ่านผู้ปกครอง ไม่ใช่เครื่องมืออื่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต

นายแพทย์ท่านนี้อธิบายว่า รูปภาพที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่นในโทรทัศน์และสื่อภาพเคลื่อนไหว แม้จะทำให้เด็กจดจ่อ แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำให้เรียนรู้ได้ ไม่สอดคล้องกับพัฒนาการของช่วงวัยที่เปิดกว้างในช่วงอายุ 57 ขวบ และไม่มีผลต่อการพัฒนาสมองเด็ก

ชะตากรรมเด็ก ป.1 ยุคแท็บเล็ตครอบงำ

ขณะที่ ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า เป็นไปได้ที่เครื่องมืออย่างแท็บเล็ตจะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้ขาดความกระตือรือร้น โดยเฉพาะการอ่านหนังสือลดลง เพราะเด็กเล็กช่วง ป.1 เป็นวัยที่อ่อนไหวต่อการตอบสนอง เมื่อมีสิ่งเร่งเร้าให้อยากรู้อยากเห็น ก็ยิ่งโอนอ่อนตามได้ง่าย

“เมื่อมีสิ่งที่น่าสนใจกว่าหนังสือที่ปกติก็สนใจกันน้อยอยู่แล้ว เมื่อมีแท็บเล็ตก็ยิ่งน้อยลงไปอีก ปัญหาอาจจะไม่ได้โผล่หลังจากได้รับแท็บเล็ตแล้ว แต่ต้องใช้เวลาฟักตัว แทรกซึมเข้าไปในพฤติกรรม ถึงตอนนั้นเราอาจพบปัญหาเรื้อรังเหมือนปัญหาเด็กติดเกม ติดหนึบอยู่กับเด็กอีกรุ่นหนึ่งเลยก็ได้” ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก กล่าว

ทิชา ระบุอีกว่า โลกคอมพิวเตอร์เป็นนวัตกรรมในสังคมที่ไม่สามารถหยุดได้ แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันคิดว่า จะทำอย่างไรไม่ให้กลายเป็นการกำหนดชะตากรรมชีวิตของเด็กไทย และเป็นภาระที่ไม่สามารถฝากความหวังและภาระการเฝ้าระวังไว้ที่พ่อแม่ ซึ่งยังไม่สามารถปรับตัวให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะสิ่งที่มาพร้อมกับเกม

“ตอนนี้เราควรจะได้ยินเรื่องการติดอาวุธทางปัญญาให้กับพ่อแม่แล้ว แต่ยังไม่เห็นรัฐขยับในเรื่องนี้เลย ประเทศเราไม่มีประสบการณ์ในการจัดการกับปัญหาที่เกิดจากเทคโนโลยีมากนัก เลยคิดแต่ในด้านบวก ถ้ามีประเทศมหาอำนาจมาบอกว่าแท็บเล็ตไม่ดี ก็คงค่อยคิดกันตอนนั้น” ทิชา กล่าว

ขณะที่ อิทธิพล ปรีติประสงค์ นักวิชาการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งคำถามว่า การแจกแท็บเล็ต คือการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้โดยใช้ไอซีทีเป็นเครื่องมือเพื่อเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ในทุกที่และทุกเวลาให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อลดช่องว่างในการเข้าถึงและเพิ่มโอกาสในการใช้งานไอซีทีเพื่อตอบสนองต่อกระบวนการเรียนรู้และเป็นการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนจริงหรือไม่

“ความน่าสนใจของเรื่องนี้อาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่า รัฐบาลซื้อแท็บเล็ตจากใคร แจกเมื่อไหร่ โรงเรียนไหนเป็นโรงเรียนนำร่อง แต่ประเด็นที่น่าสนใจมากที่สุดก็คือ สังคมไทยรู้จักแท็บเล็ตมากน้อยแค่ไหน และหากรู้จัก คำถามต่อไปคือ เรารู้จักจริงหรือ ก่อนที่เราจะให้เด็ก ป.1 บอกว่าแท็บเล็ตคืออะไร ผู้ใหญ่อย่างเราน่าจะลองตอบคำถามบางข้อก่อน” นักวิชาการมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

อิทธิพล กล่าวว่า ผู้ใหญ่ที่มีส่วนรับผิดชอบเรื่องแท็บเล็ต ต้องรู้ว่าอุปกรณ์นี้ถูกเปลี่ยนเป็นอะไรได้บ้าง พร้อมเสนอตัวอย่างที่เป็นไปได้ 6 ข้อ

1.เป็นของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเล่นเกมอิเล็กทรอนิกส์แบบพกพารุ่นใหม่ หรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในด้านต่างๆ ให้กับเด็ก

2.เป็นแหล่งท่องเที่ยวยามราตรี ห้องสมุดในโรงเรียน หอสมุดแห่งชาติ หรือห้องสมุดสาธารณะขนาดใหญ่ที่ไม่มีเวลาปิดทำการ เด็กๆ จะเข้าไปอ่าน ค้นคว้าและเก็บข้อมูล เป็นห้องเรียนแลกเปลี่ยนระหว่างเพื่อนในต่างประเทศเพื่อแลกข้อมูลระหว่างกัน เป็นพื้นที่ของการถกเถียงแลกเปลี่ยนความรู้ของกลุ่มเด็กๆ ที่สนใจเรื่องเดียวกัน

3.เป็นอุปกรณ์พกพาที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเด็ก หรือพื้นที่เล็กๆ ที่ครอบครัวจะใช้เวลาเรียนรู้การใช้งานร่วมกันและสร้างกิจกรรมในครอบครัวโดยใช้แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือ

4.เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่ออัพโหลดรูปภาพส่วนตัว บอกเล่าชีวิตประจำวันในพื้นที่สาธารณะ ด่าทอคนอื่น

5.เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดปริมาณกระดาษ ลดน้ำหนักของกระเป๋าหนังสือ หรือหนังสือมีชีวิตที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ อย่างเป็นระบบ สามารถโต้ตอบผู้อ่านได้ หรือเป็นพื้นที่ในการแสดงความสร้างสรรค์ของเด็กๆ เช่น หนังสั้น มิวสิกวิดีโอ แอนิเมชัน บทเรียนออนไลน์ เป็นต้น หรือสามารถทำให้กลายเป็นห้องสมุดที่สะสมหนังสือน่าอ่าน

6.เป็นที่เก็บแอพพลิเคชันล้ำสมัย เพื่อบ่งบอกถึงความทันสมัยของเจ้าของ ยิ่งมีแอพพลิเคชันแปลกแหวกแนว ยิ่งได้รับการชื่นชม หรือเป็นที่เก็บแอพพลิเคชันที่จำเป็นต่อการทำงาน การพัฒนาผลงาน และโอกาสในการพัฒนาต่อยอดแอพพลิเคชัน

อิทธิพล กล่าวอีกว่า ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่คนวางนโยบายจะต้องหาคำตอบให้ชัด มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นปัญหาในการใช้งาน โดยเฉพาะในสังคมที่ไม่มีมาตรการรองรับในด้านต่างๆ เช่น ระบบอินเทอร์เน็ตในการเข้าถึงข้อมูล ด้านจิตสำนึกในการใช้งานเพื่อตอบสนองต่อการเรียนรู้ในทุกที่ทุกเวลา ด้านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ในการใช้สื่อใหม่ที่ต้องรู้เท่าทัน ใช้งานอย่างสร้างสรรค์ และเคารพกติกาพื้นฐานของสังคม

“รัฐบาลต้องเรียงลำดับความสำคัญในการจัดการ จากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด เพื่อป้องกันหรือหลีกเลี่ยงการใช้แท็บเล็ตเป็นแค่เครื่องเล่นเกม อุปกรณ์เชื่อมต่อกับเครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อเล่าเรื่องส่วนตัว หรือเป็นเพียงอุปกรณ์บ่งบอกว่าเจ้าของทันสมัยแค่ไหน หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ก็จะเป็นแค่หนังสือไร้ชีวิต” เขากล่าว

คำตอบในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลมองเห็นภาพในอนาคตได้ชัดแค่ไหน และได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของต่างประเทศได้บ้างหรือไม่

ถึงวันนี้ เสียงเรียกร้องถามหาแท็บเล็ตตามที่รัฐบาลสัญญาไว้ มากกว่าและดังกว่าจนเรียกได้ว่ากลบเสียงแสดงข้อห่วงใย สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ต้องฟังทุกเสียงที่มาจากประชาชน นำไปสร้างเป็นโอกาสที่ดีที่สุดให้กับทุกคน

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69