
แผ่นดินนี้ของเรา เสียงจาก"ทวาย"ใต้เงาเมกะโปรเจกต์
โดย...สุพงษ์ ทวิภา
โดย...สุพงษ์ ทวิภา
‘ทวายโปรเจกต์’ อภิมหาโครงการ มูลค่า 3 แสนล้านบาท ของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ซึ่งวาดฝันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการคมนาคม ขนถ่ายสินค้าหรือโลจิสติกส์จากฝั่งตะวันตก ที่ท่าเรือน้ำลึกทวาย ประเทศพม่า ผ่านเส้นทางตัดใหม่ผ่านเขตป่าเขาในพม่า ระยะทางกว่า 160 กิโลเมตร มายังด่านพุน้ำร้อน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เพื่อเชื่อมกับฝั่งตะวันออกที่ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ซึ่งภาคธุรกิจเอกชนและรัฐบาลไทย ออกหน้าให้การสนับสนุนกันอย่างเต็มที่ ในฐานะการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทย
แต่สำหรับคน “ทวาย” พวกเขากลับมองในอีกด้านหนึ่ง
ผู้ประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนในทวาย บอกว่า ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนหนึ่งเห็นว่า หากโครงการจะทำเพียงแค่ท่าเรือน้ำลึกอย่างเดียวก็ไม่น่าจะมีปัญหา เว้นเสียแต่ความชัดเจนค่าชดเชยที่ดินของชาวบ้าน แต่หากพัฒนาโครงการไปถึงการสร้างนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีตามแผนแล้ว กระแสคัดค้านน่าจะยิ่งมากขึ้น
แม้ในขณะนี้ โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายจะยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่ชุมชนกว่า 30 แห่ง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง ต่างก็วิตกกังวล กับโครงการที่จะส่งผลกระทบให้พวกเขาต้องย้ายที่อยู่ ที่ทำกิน ซึ่งอาศัยกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษยาวนาน พืชผลการเกษตร เติบโตงอกงาม ได้ผลเก็บกินเป็นรายได้หลัก
ในขณะที่โครงการก่อสร้างเส้นทางเชื่อมโยงทวายกาญจนบุรี หรือ Road Link คืบหน้าไปมาก แม้จะยังเป็นเพียงถนนลูกรังบดอัด แต่ก็สามารถใช้คมนาคมขนส่งวัสดุอุปกรณ์ของโครงการได้แล้ว
ปัญหาใหญ่สุดของอภิมหาโปรเจกต์ในขณะนี้ก็คือ การต่อต้านของชาวบ้านบางกลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างถนนที่ทำลายพื้นที่การเกษตรบางส่วน แต่รัฐบาลพม่าและบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ยังไม่จ่ายเงินชดเชยหลังการรุกพื้นที่ผ่านมากว่าขวบปี
พวกเขาได้ประกาศต่อต้านโครงการด้วยการวอล์ก เอาต์ เดินออกจากที่ประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็น ซึ่งบริษัทได้ว่าจ้างสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เป็นผู้จัดทำรายงานผลกระทบด้านคุณภาพชีวิต
แกนนำชาวบ้านในหมู่บ้านตะบิวชอง จุดที่มีการก่อสร้างถนน ห่างตัวเมืองทวายออกไปประมาณ 30 กิโลเมตร บอกว่า ชาวบ้านไม่พอใจที่จะมีการทำโครงการแต่ไม่เคยบอกให้ชาวบ้านรู้ก่อนเลย
“ช่วงแรกที่มีการเข้ามาปรับพื้นที่ทำถนน ชาวบ้านคิดว่าจะมาช่วยปรับปรุงเส้นทางสายเดิมที่ทรุดโทรมอย่างหนัก ก็ช่วยลงขันกันซื้อน้ำมันให้คนงานด้วย พอผ่านไปสักพักก็เริ่มมีการขยายแนว ทำลายพืชที่ปลูกไว้ ถึงได้รู้ว่าเป็นการสร้างถนนสายใหม่ ตัวแทนรัฐบาลก็อ้างว่า รัฐบาล (พม่า) จะเป็นผู้จ่ายค่าชดเชย แต่ก็บ่ายเบี่ยงมาเรื่อย”
ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านตะบิวชอง และชาวบ้านละแวกใกล้เคียงอีก 12 หมู่บ้านเคยพร้อมใจกันประกาศห้ามไม่ให้คนงานก่อสร้างเข้ามาปฏิบัติงาน หากยังไม่มีการตกลงกันเรื่องค่าชดเชยที่ชัดเจน รวมทั้งการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจุบัน แม้ชาวบ้านจะได้รับค่าชดเชยไปแล้ว แต่การต่อต้านจากความวิตกกังวลเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ก็ทำให้การก่อสร้างชะงักไป
ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเองต่างก็กังวลกับความไม่แน่นอน เพราะแม้จะผ่านมาร่วมปี หลังรัฐบาลและบริษัทได้เข้ามาสำรวจและประกาศให้อพยพ แต่การจ่ายค่าชดเชยก็ยังไม่มีความชัดเจน เป็นเพียงกระแสข่าว ซึ่งจำนวนค่าชดเชยที่พวกเขาได้ยินได้รับรู้มานั้น น้อยนิดมากหากเทียบกับที่ทำกินซึ่งเติบโตให้ดอกผล เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ
พระเปียยา โวสะ แห่งวัดธรรมราภิตะ หมู่บ้านกาลอนทา 1 ใน 5 หมู่บ้านซึ่งจะต้องโยกย้ายจากน้ำท่วมหากมีการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าป้อนนิคมอุตสาหกรรม โดยกั้นแม่น้ำกาลอนทา บอกว่าบริษัทไม่เคยเข้ามาเจรจาเรื่องค่าชดเชย หรือชี้แจงโครงการแก่ชาวบ้านแต่อย่างใด แต่จะมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลเป็นผู้ที่เข้ามาเจรจา ปัญหาใหญ่ซึ่งชาวบ้านวิตกคือ หากต้องย้าย จะจัดที่ใหม่ให้ที่ไหน และเพียงพอต่อการทำมาหากินหรือไม่
“ชาวบ้านได้ขอให้ย้ายจุดสร้างเขื่อนขึ้นไปอีก เพื่อไม่ให้กระทบหมู่บ้าน แต่บริษัทไม่ยินยอม เพราะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นและยังทำให้กักเก็บน้ำได้น้อยกว่า ที่ผ่านมาอาตมาได้ร่วมกับชาวบ้าน ทำหนังสือถึงประธานาธิบดีเต็งเส่ง แต่ก็เงียบหายไป คงมีแต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ส่งหนังสือแจ้งไปยังคณะสงฆ์ให้ห้ามอาตมาเข้ามายุ่งเกี่ยว โดยอ้างว่าพระสงฆ์ไม่ควรยุ่งกับกิจทางโลก”
ห่างจากบ้านกาลอนทาไปทางตะวันตก อีกประมาณ 10 กิโลเมตร ที่บ้านมะยินจี ซึ่งติดกับชายทะเล ซึ่งแผนของโครงการทวายกำหนดให้เป็นพื้นที่ก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ปฏิกิริยาของชาวบ้านต่อโครงการนั้นไม่ต่างกับหมู่บ้านอื่นอีกหลายหมู่บ้านที่เราได้ยินมา นั่นคือจะไม่ย้ายไปไหน
หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้าน ซึ่งเธอเคยเข้ามาทำงานในเมืองไทย พูดอย่างฉาดฉานเสียงดังว่า เสียงของพวกเธอไม่ได้คัดค้านการก่อสร้างโรงงาน เพียงแต่ไม่อยากย้ายถิ่นฐาน เมื่อคนของบริษัทเข้ามาอยู่ในพื้นที่ได้ แล้วเหตุใด พวกเธอซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่จึงต้องถูกย้ายออกไป
“ให้เงินเยอะแค่ไหนก็หมด ผู้เฒ่าผู้แก่ยืนยันว่าอย่างไรก็ไม่ไป ถ้าบังคับกันก็ต้องสู้ อยู่ที่นี่ไม่ทำงานเราก็มีกิน ให้ไปอยู่ที่อื่นเราจะอยู่อย่างไร”
เช่นเดียวกับหมู่บ้านประมง “บาวา” แม้วันนี้ชายหาดที่อยู่อาศัยยังเป็นของชุมชน แต่ท้องทะเลที่เคยทำกินอย่างอิสระ กลับถูกจำกัด ด้วยคำสั่งห้ามเข้าไปในพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือ ผลกระทบของคนทวาย อาจแผ่วเบากว่าเสียงของนักพัฒนาที่วาดภาพให้ผู้คนฝันถึงผลประโยชน์เม็ดเงินอีกมหาศาล ซึ่งพวกเขา “คนทวาย” หลายพันครอบครัว นับหมื่นคน ต้องกลายเป็นผู้เสียสละ
แต่ความเสียสละของผู้ครอบครองผืนดิน ซึ่งฝังรกราก ฝังร่างของบรรพชนมายาวนั้น สมควรได้รับการตอบแทนอย่างยุติธรรม







