posttoday
ผลงานรัฐบาล7เดือน 'ชูสำเร็จกลบล้มเหลว'

ผลงานรัฐบาล7เดือน 'ชูสำเร็จกลบล้มเหลว'

17 เมษายน 2555

รัฐบาลถือฤกษ์ดียามดี วันที่ 3 พ.ค.นี้ แถลงผลงานในรอบ 7 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

รัฐบาลถือฤกษ์ดียามดี วันที่ 3 พ.ค.นี้ แถลงผลงานในรอบ 7 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ

โดยพรรคเพื่อไทยแย้มว่า ผลงานนโยบายต่างๆ ที่ประกาศไว้ได้ทำเสร็จไปแล้ว 50% ก็ถือว่ามาได้ครึ่งทาง ส่วนอีกครึ่งทางที่เหลือไม่มีการระบุว่าจะได้ครบตามที่ตีฆ้องร้องป่าวไว้เมื่อไร

เมื่อดูไส้ในผลงานนโยบายของรัฐบาลที่ทำเสร็จ ไม่ได้เป็นการการันตีว่าผลงานที่ทำประสบความสำเร็จหรือไม่

หลายมาตรการต้องยอมรับว่ารัฐบาลได้ทำ แต่ไม่ได้อย่างที่สัญญาไว้ บางนโยบายล้มเหลวและเกิดผลกระทบในวงกว้าง

นโยบายกระชากรายจ่ายลดลง เพิ่มรายได้ให้มากขึ้น ที่รัฐบาลโหมโรงไว้ตอนเลือกตั้ง มาถึงวันนี้รัฐบาลถือว่าสอบตก การกระชากรายจ่ายประชาชนให้ลดลงไม่สามารถทำได้จริง

รัฐบาลเริ่มเข้ามาบริหารประเทศ ได้ลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทเบนซินลิตรละ 8 บาท และน้ำมันดีเซลอีกลิตรละ 2-3 บาท ไม่รวมกับการลดการเก็บภาษีดีเซลอีกลิตรละ 5 บาท ที่ทำต่อเนื่องมาจากรัฐบาลก่อนหน้า ไม่ได้ทำให้ราคาสินค้าลดลงแต่อย่างใด

ผลงานรัฐบาล7เดือน 'ชูสำเร็จกลบล้มเหลว'

ขณะเดียวกัน ยังส่งผลให้มีการใช้น้ำมันประหยัด และรัฐบาลกระเป๋าฉีกจากทั้งภาษีเก็บไม่ได้ และต้องกู้เงินให้กองทุนมาถมการชดเชยราคาน้ำมัน

ที่สำคัญการลดเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ เป็นการทำชั่วคราว สั้นๆ ไม่กี่เดือน ชนิดขอไปที ทำตามสัญญาที่หาเสียงไว้โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง หวังโกยคะแนนเสียงเป้าหมายหลัก ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องรอง จะดีจะร้ายรัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญ

ส่งผลให้หลังจากลดได้ไม่กี่เดือนก็ต้องปรับขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันถีบตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ราคาน้ำมันเบนซินจากลิตรละ 30 บาทต้นๆ ตอนนี้พุ่งไปเกิน 40 บาท ไม่ต้องพูดถึงราคาน้ำมันดีเซล ที่อยู่ลิตรละไม่เกิน 30 บาท ตอนนี้ทะลุเพดานไปถึงลิตรละ 32 บาทแล้ว ยังไม่รวมกับภาษีที่ลดไว้ให้อีก 5 บาท หากนำมารวมตอนนี้ราคาดีเซลก็ใกล้แตะลิตรละ 40 บาท

ผลกระทบที่ตามมาอย่างรุนแรงต่อเนื่อง คือราคาสินค้าพุ่งขึ้นตามราคาน้ำมัน เป็นวาทกรรมแพงทั้งแผ่นดิน แม้แต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ออกมายอมรับว่าสินค้าราคาแพงมีจริง แต่เชื่อว่าราคาสินค้าจะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติในเดือน มิ.ย. 2555 นั่นคืออีก 2-3 เดือนข้างหน้าเลยทีเดียว

ซึ่งราคาที่เป็นปกติของนายกฯ ก็ยังถูกตั้งคำถามว่า ราคาสินค้าจะถูกลง หรือคงที่ หรือว่าแพงขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นปกติ

ทำให้ถึงวันนี้ นโยบายกระชากรายจ่ายของประชาชนให้ลดลง กลายเป็นนโยบายตกเหว เพราะรัฐบาลเอาราคาสินค้าแพงไม่อยู่ ทำให้รายจ่ายประชาชนเพิ่มจนหลังแอ่น

นอกจากราคาสินค้าเอาไม่อยู่ ราคาค่าไฟฟ้าก็แอบขยับขึ้นอยู่ตลอด ทำให้รายจ่ายประชาชนเพิ่มขึ้นรอบตัว นโยบายกระชากรายได้ของรัฐบาลนอกจากถือว่าสอบตกแล้ว ยังต้องถือว่าล้มเหลวในการบริหารจัดการด้วย เพราะราคาสินค้าแพงมาตลอด 7 เดือน ที่รัฐบาลเข้ามาทำงาน ยังไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

สำหรับนโยบายเพิ่มรายได้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท หรือเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ก็กลายเป็นดาบสองคมของแรงงาน ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจไทย

การขึ้นค่าแรงแบบก้าวกระโดด ทำให้ราคาสินค้าวิ่งไปรอดักหน้า ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการเพิ่มค่าแรงเงินเดือนกันจริง

เมื่อผสมโรงกับราคาน้ำมันที่แพง ทำให้ราคาสินค้าติดจรวด จนผู้บริโภคหน้ามืด ชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะรายได้เท่าเดิม แต่รายจ่ายวิ่งแซงหน้าไม่เห็นฝุ่นไปนานแล้ว

ในส่วนของค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ก็ไม่ขึ้นได้จริงทั่วไทยที่ประกาศไว้ ทำได้แค่ 7 จังหวัดนำร่อง ส่วนที่เหลือจะทำภายในปีนี้

อย่างที่บอกแค่นำร่อง 7 จังหวัด ราคาสินค้ายังติดจรวดอย่างนี้ หากขึ้นทั่วไทยทั้งประเทศ หลายคนไม่อยากนึกว่าราคาสินค้าจะพุ่งขึ้นค้างยอดดอยขนาดไหน

การขึ้นค่าแรงแม้ว่าทำให้แรงงานบางส่วนมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่คนงานบางส่วนก็ต้องเจอพิษค่าจ้าง 300 บาทอย่างจัง เพราะนายจ้างเลิกจ้างเพื่อลดค่าใช้จ่าย เป็นปัญหาที่รัฐบาลกุมขมับแก้ไม่ตก

ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็กลืนเลือดถึงขั้นล้มหายตายจาก ต้องปิดกิจการ เพราะต้นทุนประสานงาเพิ่ม ทั้งน้ำมัน วัตถุดิบ และยังมีค่าแรงมาผสมโรงอีกแรง

ขณะที่การขึ้นเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท รัฐบาลก็ได้แค่แรงงานที่เป็นข้าราชการเท่านั้น และการเพิ่มก็เป็นการเพิ่มรายได้ให้ถึง 1.5 หมื่นบาท

ส่วนการเพิ่มตัวเงินเดือนจริงๆ ล่าสุดรัฐบาลประกาศเลื่อนไปทำปีหน้า เพราะรายได้ของรัฐบาลไม่พอจ่ายเงินเดือนข้าราชการได้ 1.5 หมื่นบาท ตามที่ประกาศไว้

สำหรับการขึ้นเงินเดือนภาคเอกชน รัฐบาลก็ยังมืดแปดด้านว่าจะทำได้อย่างไร เพราะไม่มีอำนาจไปบังคับเอกชนขึ้นเงินเดือน

ส่งผลให้นโยบายขึ้นค่าแรงและขึ้นเงินเดือน เป็นนโยบายที่ต้องถือว่าคุยไว้เกินจริง ทำไม่ได้อย่างที่ประกาศและให้ความหวังไว้

นอกจากนี้ นโยบายเพิ่มรายได้ ทั้งขึ้นค่าแรงและเงินเดือน จะเป็นลบกับเศรษฐกิจมากกว่าเป็นบวก เพราะหากกิจการต้องปิด คนต้องตกงาน เศรษฐกิจก็จะหัวคะมำในที่สุด

ยังมีนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่แม้ว่าทำได้ตามที่หาเสียงไว้ แต่โชคร้ายเจอผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปีที่ผ่านมา ทำให้โครงการไม่ประสบความสำเร็จ

เริ่มตั้งแต่โครงการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท ที่ตอนแรกคาดว่าจะรับจำนำถึง 25 ล้านตัน ต้องใช้เงินถึง 34 แสนล้านบาท แต่พิษน้ำท่วมทำให้มีชาวนามาจำนำแค่ไม่ถึง 10 ล้านต้น ใช้เงินรับจำนำ 1.3 แสนล้านบาทเท่านั้น

รัฐบาลจึงต้องขยายการรับจำนำข้าวนาปรัง 8 ล้านตัน ใช้เงินอีกประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อทำให้ภาพรวมของการรับจำนำข้าวประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน

อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวของโครงการรับจำนำข้าว กลับกลายเป็นเรื่องที่นักวิชาการจำนวนไม่น้อยเห็นว่าความล้มเหลวของโครงการนี้เป็นผลดีกับประเทศ เพราะทำให้รัฐบาลเสียหายน้อยลง ทั้งการขาดทุนจากการรับจำนำ และการทุจริตคอร์รัปชันที่รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ว่ามีทั้งนายทุนและนักการเมืองร่วมมือกันนำข้าวที่อื่นมาสวมสิทธิรับจำนำของรัฐบาล

นอกจากโครงการจำนำข้าว ยังมีอีกหลายนโยบายของรัฐบาลที่เข็นออกมาได้แบบสุกๆ ดิบๆ ชนิดทำไปแก้ไป เช่น โครงการรถคันแรกได้เงินคืน 1 แสนบาท ผลจากน้ำท่วมทำให้คนซื้อรถน้อย รัฐบาลก็ส่งสัญญาณขยายเวลาให้ผู้ซื้อถึงปีหน้า จากเดิมที่ให้สิทธิแค่ปีนี้

โครงการบ้านหลังแรก ซื้อบ้านไม่เกิน 5 ล้านบาท หักภาษีได้ไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นเวลา 5 ปี ที่จะหมดสิทธิสิ้นปีนี้ เป็นโครงการที่เงียบหายไป ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบน้ำท่วม ทำให้การซื้อขายบ้านชะงักไป

นโยบายพักหนี้รายย่อยไม่เกิน 5 แสนบาท ที่ผ่านมาให้แบงก์รัฐชำระหนี้เฉพาะลูกหนี้ที่มีปัญหา หรือเอ็นพีแอล มีผู้มาเข้าร่วมโครงการน้อย ปิดโครงการต้นปี 2555 มีเกษตรกรมาเข้าไม่ถึง 7 หมื่นราย ไม่ถึง 10% ของผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ เป็นมูลหนี้ 8,500 ล้านบาท จากมูลหนี้ 7.7 แสนล้านบาท แม้ว่ารัฐบาลจะขยายโครงการมาถึงกลางเดือน เม.ย. 2555 ยอดผู้ร่วมโครงการก็ไม่กระเตื้อง

แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมแพ้ เตรียมขยายเงื่อนไขให้แบงก์รัฐพักหนี้ลูกหนี้ดี โดยจะเลือกได้ 2 แนวทาง คือ พักชำระเงินต้น จ่ายชำระเฉพาะดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี หรือจะเลือกผ่อนชำระเหมือนเดิม แต่รัฐบาลจะลดดอกเบี้ยให้ 2%

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการพักชำระหนี้ดีทำให้เป็นหนี้เสียของแบงก์ แบงก์รัฐจะมีปัญหาการเงินรุนแรง เพราะต้องหาเงินมาสำรองหนี้เสียหลายแสนล้านบาท

หรือแม้แต่การลดดอกเบี้ยจะทำให้รายได้ของแบงก์รัฐหายไป 1.5 หมื่นล้านบาท โดยในส่วนของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะมีรายได้หดหายไปถึง 8,000 ล้านบาท

ยิ่งไปรวมกับการต้องถูกเก็บค่าต๋งเงินฝาก 0.47% ในเดือน ก.ค.นี้ ทำให้ผลประกอบการของ ธ.ก.ส. จะทำให้ผลการดำเนินการของ ธ.ก.ส. ออกมาขาดทุน ทำให้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงกับฝ่ายการเมืองและผู้บริหารของแบงก์รัฐ ที่ถูกสั่งให้ปิดปากนโยบายจนกว่า คณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบอนุมัติอย่างเป็นทางการ

ซึ่งนโยบายพักหนี้ลูกหนี้ดี ทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ปราศรัยกับคนเสื้อแดงที่ประเทศกัมพูชาว่า ได้พูดคุยกับยิ่งลักษณ์แล้วว่า หลังสงกรานต์จะเริ่มโครงการพักหนี้รอบใหม่ออกมา

ส่งผลให้โครงการพักหนี้ เป็นอีกโครงการที่ทำไปแก้ไปไม่มีสิ้นสุดอีกโครงการหนึ่ง เพราะรัฐบาลหวังได้ใจทางการเมือง โดยไม่คำนึงที่ความเสียหายที่เกิดจากโครงการ

ทั้งหมดโดยภาพรวมผลงานของรัฐบาล ไม่มีใครเถียงว่าผ่านมา 7 เดือน รัฐบาลเดินหน้านโยบายที่ประกาศไว้เสร็จไปกว่าครึ่ง

แต่การทำเสร็จไม่ได้หมายความว่าประสบความสำเร็จ เป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล

การวัดว่าทำเสร็จสามารถดูจากปริมาณได้ แต่การวัดความสำเร็จต้องดูจากคุณภาพ ไม่ใช่จากปริมาณ

ดังนั้น การแถลงผลงานของรัฐบาล ไม่ควรที่จะนำเรื่องปริมาณมาวัดความสำเร็จในการบริหารประเทศ

รัฐบาลต้องชี้แจงเหตุผลของนโยบายต่างๆ ให้ชัดเจนว่า ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ ส่งผลดี ผลกระทบ กับประชาชน ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร

การดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาได้คุ้มเสียหรือไม่ จะมีการปรับปรุงนโยบายที่เหลือให้เกิดประโยชน์ประสบความสำเร็จสูงสุดกับประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร โดยที่ให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

ที่สำคัญไม่เป็นช่องทางให้นายทุนนักการเมืองโกงกินประเทศ เป็นมะเร็งรักษาไม่หาย

เพราะหากรัฐบาลยังมุ่งแต่สร้างผลงานโดยเน้นแต่ปริมาณ คะแนนเสียงทางการเมือง ไม่สนใจคุณภาพ ผลดี ผลเสีย ผลกระทบกับโครงการในด้านต่างๆ แล้ว

ก็เชื่อได้ว่า การแถลงผลงานของรัฐบาลที่จะมาถึงนี้ จะได้รับเสียงปรบมือจากแฟนคลับ

แต่เนื้อใน เนื้อแท้ เห็นกันอยู่ ไม่สามารถกลบความล้มเหลว เหมือนช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดก็ไม่มิด

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่