posttoday
แบรนด์ดังรัฐบาล

แบรนด์ดังรัฐบาล

15 เมษายน 2555

สัมภาษณ์พิเศษ "นลินี ทวีสิน" ผู้อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังของ "กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี" แบรนด์ดังประจำตัวนายกฯ

โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว / ปริญญา ชูเลขา

กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี เปรียบเหมือนแบรนด์ดังประจำตัวนายกรัฐมนตรี เพราะทุกครั้งของการพบปะประชาชน กิจกรรมที่ขาดไม่ได้นั่นคือการปราศรัยเชิญชวนพี่น้องสตรีร่วมสมัครสมาชิก

กว่าแบรนด์จะนี้ติดหูติดตา ต้องได้รับการวางแผนเตรียมการผ่านทีมงานขมองอิ่ม และผู้มีบทบาทโดยตรงอยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังหนีไม่พ้นรัฐมนตรีน้องใหม่ “นลินี ทวีสิน” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“เราได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม เพราะเป็นสิ่งที่ผู้หญิงรอคอยกันมานาน”

แบรนด์ดังรัฐบาล

คำกล่าวอย่างพึงพอใจ หลังเปิดตัวกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.ผ่านมาถึงเทศกาลสงกรานต์ มีสตรีมาสมัครเป็นสมาชิกต่อเนื่องเกินสิบล้านคน

นลินี บอกว่า จากการลงพื้นที่ทำให้รับรู้พลังของสตรีในการแสดงความคิดเห็นในการนำเงินกองทุนไปพัฒนาด้านต่างๆ

“ความเห็นผู้หญิงทั้ง 4 ภาค พบว่ามีปัญหาคล้ายๆ กัน คือสตรีที่ด้อยโอกาสส่วนใหญ่ต้องการมีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ หรือต้องการแก้ไขปัญหาการกดขี่ข่มเหงสตรี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะนำความคิดเห็นแต่ละเรื่องมาจัดหมวดหมู่ เพื่อนำไปสู่การดูแลแก้ไขต่อไป”

ยกตัวอย่าง กรณีกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีภาคใต้ ต้องการนำเงินจากกองทุนฯ ไปสนับสนุนการพัฒนาอาชีพและรายได้ แต่ก็ยังต้องการให้มีการต่อยอดการจัดหาตลาดให้กับสินค้าในท้องถิ่น

นลินีมองไกลไปกว่านั้น ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เช่น บทบาทสตรีในพื้นที่ภาคใต้ย่อมมีความสำคัญอย่างมาก ทั้งด้านศาสนา วัฒนธรรม และมีความสำคัญด้านที่เป็นสถานที่ใช้ในการผลิตอาหารฮาลาลส่งออกไปต่างประเทศ เพราะสตรีในพื้นที่ต้องการพัฒนาสินค้าพื้นเมืองส่งออก หรือการต่อยอดการบรรจุหีบห่อ เป็นต้น

ถามว่าถึงขั้นออกแบบโลโก้เลยไหม นลินียอมรับว่าเป็นไปได้ เราจะมีการออกแบบตราสัญลักษณ์นำมาใช้เป็นตราสินค้า เพื่อให้เป็นที่รู้จักรับรู้ให้ออกไปทั่วโลก ขอให้รออีกสักระยะ

พร้อมกันนี้ รัฐบาลวางแนวทางกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเอาไว้ ด้วยการสนับสนุนกิจกรรมเด็กผู้หญิงอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่เป็นการสนับสนุนกิจกรรมยุวชน หรือการทำอาชีพ รวมถึงกิจกรรมที่ส่งเสริม

สนับสนุนและดูแลสิทธิสตรีที่จะเน้นเป็นพิเศษ โดยจะนำนักกฎหมายสตรีเข้ามาช่วยทำงาน รวมถึงกลุ่มสตรีพิการเปิดโอกาสเข้ามาร่วมงาน

“กองทุนฯ เปิดกว้างให้โครงการต่างๆ เช่น การรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ หรือการให้ความรู้การขายบริการ โดยกรรมการระดับตำบล สามารถตัดสินใจอนุมัติจัดสรรงบประมาณได้”

แบรนด์ดังรัฐบาล

ไอเดียกองทุนสตรีรัฐบาลชุดนี้ นอกจากสร้างชื่อติดหูติดตาภายในประเทศแล้ว ยังรับรู้ถึงระดับสากล อย่างเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ความสนใจ เมื่อครั้งที่มีโอกาสพบนายกรัฐมนตรี ได้บอกว่า จะส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้การอบรม เพราะในระดับโลกมีกองทุนสหประชาชาติเพื่อการพัฒนาสตรี หรือยูนิเฟม (The United Nations Development Fund for Women) หรือ (UNIFEM) ก็ให้การสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล

แค่ 8 เดือนรัฐบาล แต่นลินีมองพัฒนาการกองทุนพัฒนาสตรีถึงขั้น “ธนาคารสตรี”

เธอวางเป้าหมายกองทุนสตรี ว่าจะให้สตรีทุกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ทั้งเป็นกรรมการหรือสมาชิกที่จะกำหนดบทบาทของตัวเอง แม้ว่าในแต่ละพื้นที่บางภาคอาจจะมีความแตกต่างด้านความคิด ความต้องการ หรือบางภาคมีความเป็นผู้นำสูงอยู่แล้วที่คาดหวัง อยากให้กองทุนฯ นี้เป็นสถาบันการเงินของสตรี

“อนาคตจะนำไปสู่การจัดตั้งธนาคารสตรี ลักษณะคล้ายกับกรามีนแบงก์ หรือธนาคารกรามีน ที่ก่อตั้งโดย |มูฮัมหมัด ยูนูส นายธนาคารและนักเศรษฐศาสตร์ ชาวบังกลาเทศ ผู้ริเริ่มและพัฒนาแนวคิดไมโครเครดิต หรือการให้กู้เงินโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยจะให้กู้แก่ผู้ประกอบการ หรือชาวบ้าน ซึ่งยากจนเกินกว่าจะมีคุณสมบัติพอ เพียงที่จะกู้เงินจากธนาคารทั่วไป”

นี่คือเป้าหมายของ “นลินี” ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ต้องติดตามต่อไป

ผ่าปมกองทุนหรือฐานเสียง

ไม่อาจปฏิเสธได้เลยนโยบายรัฐบาลชุดนี้ หนีไม่พ้นเสียงวิจารณ์สร้างฐานคะแนนนิยมทางการเมือง กรณีกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเช่นกัน ต้องการฐานเสียงจากสตรีในประเทศใช่หรือไม่

นลินี หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า กองทุนฯ นี้ มีตัวแทนจากภาคประชาชนตั้งแต่ระดับตำบล จังหวัด หรือระดับภาค ดังนั้นการบริหารเป็นของภาคประชาชนเต็มๆ จะมีฝ่ายนโยบายไม่กี่คนเท่านั้น และไม่ได้คิดถึงมุมที่ว่ากองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจะเป็นการวางฐานการเมือง เพราะรัฐบาลคิดว่าจะทำอย่างไรให้สตรีได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่กับผู้หญิง”

 

แบรนด์ดังรัฐบาล

แม้มีเสียงตอบรับ 10 กว่าล้านคนเข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ก็ถูกหลายฝ่ายท้วงติงถึงกระบวนการบริหารกองทุนฯ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรงบเฉลี่ยจังหวัดละ 100 ล้านบาท จะบริหารด้วยความโปร่งใสอย่างไรรวมถึงกลุ่มองค์กรสตรีต่างๆ เข้าถึงกองทุนฯ อย่างเท่าเทียมจริงหรือ

นลินี ยืนยันกระบวนการนำเงินกองทุนไปใช้โปร่งใส เพราะในการทำงานของคณะกรรมการระดับชาติ จะมุ่งเน้นการกำหนดนโยบายและมีคณะกรรมการติดตามผลอีกชุดหนึ่ง เพื่อป้องกันการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ที่จะมีการติดตามการใช้เงินในทุกระดับ

เบื้องต้นได้กำหนดให้ผู้หญิง 5 คนรวมกันเสนอโครงการ โดยแต่ละโครงการจะมีการตรวจสอบและดูแลกันและกันอยู่แล้ว และแนวโน้มอาจจะห้ามไม่ให้กรรมการกู้ด้วย ดังนั้นคนที่เป็นกรรมการต้องเสียสละ

นอกจากนี้ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรียังมีจุดเด่นอีกอย่าง คือ การใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) มาใช้ตรวจสอบและประเมินผลที่จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพศักยภาพในการทำงาน แตกต่างจากสมัยที่เป็นกองทุนหมู่บ้าน ยังไม่มีระบบไอทีที่ทันสมัยมาตรวจสอบการทำงาน และยืนยันได้ว่าในการจัดสรรงบประมาณ จะแบ่งตั้งขนาดของจังหวัดเล็ก กลาง และใหญ่ โดยในระดับองค์กรที่ทำงานสตรีอยู่เดิมสามารถเข้ามาร่วมสมัครเป็นสมาชิกได้ เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) หรือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นต้น

ขณะเดียวกันจากการระดมความเห็น มีการตั้งคำถามทำไมถึงกำหนดให้สตรีที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปเข้าถึงกองทุนฯ เท่านั้น ประเด็นนี้นลินีชี้แจงว่า การดำเนินงานของกองทุนฯ ตอนนี้ เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกฯ แต่ในอีก 2 ปีข้างหน้า จะมีการแก้ไขโดยการตราเป็น พ.ร.บ.ปรับปรุงประสิทธิภาพของกองทุนฯ ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็พิจารณาอยู่ถึงการกำหนดอายุ การเปิดโอกาสให้สตรีทุกระดับไม่ว่าสตรีพิการ หรือแม้แต่ต่างด้าว

เสียงท้วงติงจากคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ว่ากองทุนพัฒนาบทบาทสตรีที่มีการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ อาจประสบความล้มเหลวเหมือนกับกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเธอแย้งว่า หากเปรียบกองทุนสตรีกับกองทุนหมู่บ้าน เริ่มต้นกองทุนหมู่บ้านมีเงินแสนล้านบาท ตอนนี้มี 1.6 แสนล้านบาท อัตราประสบความสำเร็จกว่า 90% ส่วนกองทุนสตรีจะมุ่งปรับปรุงให้ดีกว่าและต่อยอดจึงน่าจะดีกว่ากองทุนหมู่บ้านด้วยซ้ำไป

พร้อมกันนี้ ยังได้อธิบายการคัดเลือกกรรมการกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กระทรวงมหาดไทย จะเป็นเจ้าภาพในการทำงานด้วยการจัดประชาคมเพื่อคัดเลือก โดยในแต่ละหมู่บ้านจะเลือกกันเองตัวแทนละ 1 คนในระดับตำบล เพื่อมาเป็นตัวแทนมาคัดเลือกกรรมการระดับจังหวัดอีกครั้ง และจะมีคณะกรรมการระดับชาติเช่นเดียวกับการถ่ายโอนงบประมาณ ซึ่งจะลงไปสู่ระดับจังหวัดและตำบลตามลำดับ โดยคณะกรรมการแต่ละระดับจะเป็นผู้พิจารณาโครงการต่างๆ ที่นำเสนอเข้ามา

ทูตเจรจาสาขาทำเนียบ

เพียงก้าวเข้ามาเป็นรัฐมนตรีครั้งแรก ก็ถูกตรวจสอบจากการมีชื่อในบัญชีดำของสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติ กระทรวงการคลังสหรัฐ เป็น 1 ใน 3 นักธุรกิจที่ให้ความช่วยเหลือการทุจริตของรัฐบาล โรเบิร์ต มูกาเบ อดีตประธานาธิบดีซิมบับเว

นลินี เปิดใจเล่าความรู้สึกในช่วงฝ่าข้ามมรสุมทางการเมืองว่า ทราบดีเมื่อเข้ามาทำงานการเมืองต้องเจอขวากหนามปัญหาต่างๆ เราไม่ได้มีเจตนาไม่ดี แต่เข้ามาทำงานแบบใสๆ เพียงคิดว่าอยากใช้ความรู้ความสามารถเข้ามาทำงาน และเมื่อผ่านอุปสรรคในช่วงนั้นมาได้แล้วก็อยากมุ่งหน้าตั้งใจทำงาน

 

แบรนด์ดังรัฐบาล

“ดิฉันอยากให้ดูกันที่ความสามารถและผลงานจะดีกว่า เพราะอยากให้มีการตรวจสอบจากเนื้องาน หรือผลงานมากกว่า เพราะตอนนี้มุ่งหน้าทำงานอย่างเดียวเท่านั้น”

ถามว่าตัวเองคือ ล็อบบี้ยิสต์หรือเปล่า นลินี ย้อนถามว่า “ล็อบบี้ยิสต์คืออะไร แล้วคิดว่าดิฉันเป็นล็อบบี้ยิสต์หรือเปล่า แต่คนที่มาตรวจสอบน่าจะเป็นมากกว่า” เธอกล่าวถึงฝ่ายค้าน

กระนั้นความรู้ความสามารถของนลินี ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความถนัดงานด้านต่างประเทศ เพราะก่อนเป็นรัฐมนตรีได้รับความไว้วางใจจากนายกฯ แต่งตั้งให้เป็นผู้แทนการค้า

นลินี กล่าวว่า ช่วงที่เป็นผู้แทนการค้าไทยมีโอกาสไปจุดประเด็นการทำงานการค้าระหว่างประเทศไว้มากมาย เพราะโดยพื้นฐานมีความรู้และประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจการค้าอยู่แล้ว  โดยเฉพาะงานทางการทูตที่ไม่เป็นทางการมีความสำคัญมาก เช่น งานเลี้ยงส่งทูต ล่าสุดได้จัดงานเลี้ยงส่งทูตประเทศไนจีเรียก่อนจะกลับประเทศ งานเลี้ยงมีประมาณ 20 กว่าท่าน เช่น ทูตประเทศซาอุดีอาระเบีย อุซเบกิสถาน มีการพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง และทุกคนประทับใจซึ่งกันและกัน

แม้เวลานี้งานด้านต่างประเทศไม่ได้สัมผัสโดยตรง แต่เธอกลับมีมุมมองนโยบายต่างประเทศที่น่าสนใจ

หนึ่งในนั้นคือ การเตรียมพร้อมรับมือต่อการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ซึ่งได้สื่อสารไปถึงคนตึกไทยคู่ฟ้าแล้วเช่นกัน

“การปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของไทยยังช้าอยู่และยังไม่เห็นการบูรณาการ อย่างน้อยในงานที่รับผิดชอบอยู่หรือที่อยู่ในกำกับดูแลจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการก้าวเข้าสู่เวทีเออีซี ที่สำคัญจากผลสำรวจน่าเป็นห่วง เพราะประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมน้อยที่สุดในหมู่ประเทศอาเซียนด้วยกัน จึงแสดงให้เห็นว่าการรับรู้ยังต่ำมาก และจะทำอย่างไรให้พลเมืองของเราตื่นตัว และมีความพร้อมในการเข้าสู่เวทีเออีซี

สำหรับงานในการกำกับดูแลของ นลินี คือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รวมถึงหน่วยงานวิจัยต่างๆ ซึ่งเจ้าตัววางโครงการสนับสนุนนักวิจัย โดยนำทุนวิจัยทั้งหมดหรือประมาณ 300 กว่าทุนมาบูรณาการ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้พร้อมเข้าสู่เวทีเออีซี ทั้งด้านความรู้ภาษาประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่มุ่งเน้นเฉพาะภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว

พิจารณามุมมองความคิดดูจะคล่องแคล่วต่องานด้านต่างประเทศอดแซวไม่ได้ อย่างนี้น่าจะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเงาดีมั้ย?

งานนี้ทำเอา “นลินี” หัวเราะอย่างอารมณ์ดีก่อนจบการสนทนา

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี