posttoday
เปิดเผยผลวิจัยขนก.-เอกชน รายได้ตลอดชีวิตแค่12ล้าน

เปิดเผยผลวิจัยขนก.-เอกชน รายได้ตลอดชีวิตแค่12ล้าน

14 เมษายน 2555

ทางเลือกที่ต้องตัดสินใจในชีวิตคนหนุ่มสาวประการหนึ่งก็คือ การเลือกว่าหลังจากจบการศึกษาไปแล้วจะประกอบอาชีพอะไร

โดย...วิทยา ปะระมะ

ทางเลือกที่ต้องตัดสินใจในชีวิตคนหนุ่มสาวประการหนึ่งก็คือ การเลือกว่าหลังจากจบการศึกษาไปแล้วจะประกอบอาชีพอะไร ซึ่งโดยหลักกว้างๆ แล้วก็มี 2-3 ทางเลือก คือ 1.รับราชการ 2.เป็นลูกจ้างในภาคเอกชน และ 3.ทำธุรกิจส่วนตัวหรือทำงานกับครอบครัว

แน่นอนว่าใครจะเลือกทางเดินชีวิตอย่างไร ไม่มีสูตรสำเร็จว่าสิ่งไหนถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับค่านิยม ความชอบและทัศนคติส่วนตัวต่องานนั้นๆ การรับราชการมีข้อดีคือได้สวัสดิการดี มีความมั่นคงสูง แต่รายได้ไม่หวือหวา ส่วนการเป็นลูกจ้างเอกชนมีความมั่นคงน้อยกว่า แต่หากเป็นคนมีฝีมือ รายได้ย่อมสูงกว่าคนระดับเดียวกันที่รับราชการ

ขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายประชานิยม ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท และเพิ่มเงินเดือนปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท นำร่องด้วยการขึ้นเงินเดือนในส่วนของข้าราชการก่อน ก็ยิ่งทำให้คนหนุ่มสาวที่ยังไม่ชัดเจนในเส้นทางชีวิตต้องคิดให้หนักว่าจะเลือกไปเส้นทางไหนดี

อย่างไรก็ตาม หากมองเฉพาะในแง่ของรายได้เพียงอย่างเดียว มีงานศึกษาของ วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านหลักประกันทางสังคม ฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาสังคม มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ช่วยแนะแนวทางคนหนุ่มสาวได้ในระดับหนึ่งว่าเป็นข้าราชการกับลูกจ้างเอกชน อย่างไหนจะมีรายได้ดีกว่ากัน

วรวรรณ ศึกษารายได้ตลอดชีวิตของข้าราชการและลูกจ้างเอกชน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างคนอายุ 25-34 ปี ในปี 2523 และเก็บข้อมูลรายได้ โบนัส ค่าล่วงเวลา ค่าอาหาร ฯลฯ (ไม่รวมเบี้ยประชุม) มาจนถึงปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่กลุ่มตัวอย่างทยอยเกษียณอายุ แบ่งผลการศึกษาเปรียบเทียบเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.รายได้เฉลี่ยคนที่สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีในและนอกเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) 2.รายได้เฉลี่ยคนที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีในและนอกเขต กทม. และ 3.รายได้เฉลี่ยคนที่สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีในและนอกเขต กทม.

เปิดเผยผลวิจัยขนก.-เอกชน รายได้ตลอดชีวิตแค่12ล้าน

 

ในส่วนของกลุ่ม 1 คือ ผู้จบต่ำกว่าปริญญาตรี พบว่า รายได้เฉลี่ยของผู้ที่รับราชการนอกเขต กทม.จะสูงกว่าลูกจ้างเอกชนมาตลอด 30 ปี ยิ่งนานวันเท่าใด ช่องว่างของรายได้ยิ่งกว้างออกไปเรื่อยๆ

รายได้รวมตลอดชีวิตของข้าราชการวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีนอกเขต กทม. ณ ปี 2550 จะอยู่ที่ 5.84 ล้านบาท ในขณะที่รายได้ของลูกจ้างเอกชนวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีนอกเขต กทม. อยู่ที่ 1.79 ล้านบาทเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม รายได้ตลอดชีวิตของคนจบต่ำกว่าปริญญาตรีในเขต กทม. มีรายได้ใกล้เคียงกันในช่วงต้นๆ ชีวิตการทำงาน แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ลูกจ้างเอกชนมีรายได้สูงกว่าข้าราชการ นั่นก็คือช่วงเศรษฐกิจก่อนฟองสบู่แตก ในช่วงนั้นลูกจ้างเอกชนมีรายได้พุ่งไปถึงเดือนละ 1.5 หมื่นบาท ขณะที่ข้าราชการยังมีรายได้อยู่ที่เดือนละ 8,000 บาท

กระนั้น ยุคทองของลูกจ้างเอกชนก็หมดลงภายในเวลา 35 ปี หลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งรายได้เฉลี่ยของลูกจ้างเอกชนลดลงมาเท่ากับข้าราชการ และเริ่มมีรายได้น้อยกว่าในช่วง 10 ปีสุดท้ายของชีวิตการทำงาน

ทั้งนี้ รายได้เฉลี่ยตลอดชีวิตของข้าราชการวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีในเขต กทม. ณ ปี 2550 อยู่ที่ 7.15 ล้านบาท ส่วนรายได้ของลูกจ้างเอกชนวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีในเขต กทม. อยู่ที่ 4.12 ล้านบาท

ด้านผลศึกษากลุ่มตัวอย่างที่ 2 คือ ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในและนอกเขต กทม. พบว่ารายได้เฉลี่ยของคนที่ทำงานนอกเขต กทม. กราฟรายได้ของข้าราชการมีเสถียรภาพมากกว่า ขณะที่รายได้ของลูกจ้างเอกชนมีลักษณะขึ้นๆ ลงๆ ตามสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่ง วรวรรณ ชี้ว่ามีการสวิงของรายได้สูงมาก แต่ภาพรวมยังถือว่ามีรายได้สูงกว่าข้าราชการมาโดยตลอดจนถึงช่วงท้ายๆ ของการทำงานที่เริ่มมีรายได้น้อยกว่าข้าราชการ

สรุปรายได้ของข้าราชการวุฒิปริญญาตรีนอกเขต กทม. มีรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน ณ ปี 2550 อยู่ที่ 11.35 ล้านบาท ขณะที่ลูกจ้างเอกชนวุฒิปริญญาตรีนอกเขต กทม. มีรายได้รวม 8.98 ล้านบาท

ขณะที่รายได้ของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในเขต กทม. พบว่ามีรายได้ใกล้เคียงกันมาก ที่น่าสนใจคือ กราฟรายได้ของลูกจ้างเอกชนมีการสวิงตัวต่ำ สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงด้านรายได้ของลูกจ้างเอกชนใน กทม.มีต่ำกว่านอกเขต กทม.

รวมรายได้ตลอดชีวิตของทั้งสองกลุ่มในเขต กทม. ไม่ต่างกันมาก ข้าราชการวุฒิปริญญาตรีใน กทม. ณ ปี 2550 มีรายได้รวม 12.07 ล้านบาท ขณะที่ลูกจ้างเอกชนวุฒิปริญญาตรีมีรายได้รวม 12.08 ล้านบาท

กลุ่มที่ 3 ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับสูงกว่าปริญญาตรี มีทิศทางไปในทางเดียวกัน นั่นคือลูกจ้างเอกชนมีรายได้สูงกว่าข้าราชการทั้งในและนอกเขต กทม. โดยลูกจ้างเอกชนนอกเขต กทม.มีรายได้รวม ณ ปี 2550 อยู่ที่ 16.7 ล้านบาท ขณะที่ข้าราชการมีรายได้ 13.93 ล้านบาท

ส่วนลูกจ้างเอกชนในเขต กทม.มีรายได้ ณ ปี 2550 รวม 19.29 ล้านบาท ขณะที่ข้าราชการใน กทม.มีรายได้รวม 16.36 ล้านบาท

ผลการศึกษาทั้งหมดชี้ว่า หากจบวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี การเข้ารับราชการเป็นทางเลือกที่ทำให้มีรายได้สูงกว่าเป็นลูกจ้างเอกชนทั้งในและนอกเขต กทม. แต่หากจบระดับปริญญาตรีแล้ว การรับราชการและทำงานนอกเขต กทม.มีรายได้สูงกว่าเป็นลูกจ้างเอกชน ในทางกลับกันทางเลือกที่ทำให้มีรายได้สูงสำหรับลูกจ้างเอกชนคือการเข้ามาทำงานใน กทม. และสำหรับผู้จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี การเป็นลูกจ้างเอกชนมีรายได้สูงกว่าการเป็นข้าราชการ ต่างกันเพียงการทำงานในต่างจังหวัดมีรายได้น้อยกว่าทำงานใน กทม.เท่านั้น

แล้วเมื่อมีการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการวุฒิปริญญาตรีให้เป็น 1.5 หมื่นบาทไปแล้ว แนวโน้มในอนาคตจะเป็นเช่นไร?

วรวรรณ ระบุว่า ผู้ได้รับผลประโยชนโดยตรงคือข้าราชการเดิมที่ทำงานอยู่ก่อนแล้ว เพราะเมื่อปรับเงินเดือนข้าราชการเข้าใหม่ ก็ต้องขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการรายเดิมด้วย

“ภาระงบประมาณที่เกิดจากข้าราชการใหม่จะมีน้อยเพราะแนวโน้มการบรรจุข้าราชการลดลงเรื่อยๆ แต่จะไปเพิ่มที่การปรับชดเชยแก่ข้าราชการเก่า โดยคนอายุ 50-60 ปี จะได้ประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากการปรับฐานเงินเดือนทำให้มีผลไปถึงการคำนวณเงินบำนาญในอนาคตที่จะได้เพิ่มตามไปด้วย ในทางกลับกัน เป็นภาระของภาครัฐที่ต้องจ่ายเงินบำนาญเพิ่มขึ้น ผลกระทบจะไม่เกิดในวันนี้แต่จะเกิดขึ้นในระยะยาว” นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าว

นอกจากนี้ วรวรรณ ชี้ว่า การขึ้นเงินเดือนข้าราชการจะช่วยดึงดูดคนหนุ่มสาวให้เข้าทำอาชีพนี้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันช่องว่างรายได้ตลอดชีวิตของข้าราชการและพนักงานบริษัทเอกชนยิ่งห่างกันออกไป โดยเฉพาะผู้ที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีและต่ำกว่า

นักวิชาการผู้นี้ระบุด้วยว่า การดำเนินนโยบายเช่นนี้ยังผิดทิศทาง เพราะแทนที่จะปรับเงินเดือนผู้มีวุฒิสูงกว่าปริญญาตรีเพื่อดึงดูดคนเก่งๆ ให้มารับราชการ แต่รัฐบาลกลับไปเน้นที่วุฒิปริญญาตรีแทน

“ในอนาคตภาครัฐต้องทำตัวเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) ซึ่งจำเป็นต้องมีคนที่มีความรู้สูงมากทำงาน แต่ปัจจุบันคนที่ทำงานในภาคเอกชนกลับมีรายได้สูงกว่า การขึ้นเงินเดือนรอบนี้แทนที่จะช่วยแย่งคนจบสูงกว่าปริญญาตรีมาจากภาคเอกชนได้ แต่แนวโน้มก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม” วรวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

...แม้เงินจะไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่ข้อมูลข้างต้นก็คงพอช่วยทำให้คนหนุ่มสาวเห็นภาพในอนาคตและมีข้อมูลในการเลือกทางเดินชีวิตรอบด้านมากขึ้นไม่มากก็น้อย...

 

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน