
เมืองรู้มาก
เสาร์ที่แล้วผู้เขียนเขียนถึงเรื่อง “เมืองไม่รู้” เพื่ออธิบายว่าสังคมไทยยังขาดความรู้อีกมากเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
เสาร์ที่แล้วผู้เขียนเขียนถึงเรื่อง “เมืองไม่รู้” เพื่ออธิบายว่าสังคมไทยยังขาดความรู้อีกมากเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง ที่เห็นมีทำอยู่ก็แต่พวกนักวิชาการ “อวดรู้” กับนักการเมือง “แสนรู้” เหมือนเอากระดิ่งไปผูกคอแมวที่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวก “หนูโง่ๆ” ดังกล่าว
โดยได้อ้างการบรรยายของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ ที่มาบรรยายให้กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมานี้ที่นิด้า ซึ่งท่านก็ได้เสนอ “วิธีการ” ที่จะช่วยให้การปฏิรูปนั้นมีความเป็นจริง โดยในภาพรวม (ที่ผู้เขียนสรุปรวมความขึ้นเอง) นั้นต้อง “รู้ให้มาก” เริ่มจากต้องรู้ว่าอะไรคือปัญหาของบ้านเมือง (ไทย) สอง รู้ที่มาสาเหตุ สาม รู้แนวทางแก้ปัญหา และสุดท้ายคือมีวิธีการที่ “ถูกต้อง” ที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้น เข้าทำนอง “อริยสัจสี่” นั่นเลยทีเดียว
ทั้งหมดนี้ท่านได้เสนอมานานแล้ว อย่างล่าสุดและที่นำมาเป็นเอกสารประกอบการเสวนาของกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ในวันนั้นก็คือ “คำบรรยายเรื่องปฏิรูปประเทศ : ปฏิรูประบบรัฐสภาเพื่อพัฒนาคุณภาพประชาธิปไตย” ซึ่งได้ไปบรรยายให้กับนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า (อีกแล้วขอรับท่าน) มาตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค. 2553 โน่นแล้ว แต่ถ้าจะสืบสาวราวเรื่องไปท่านก็เคยเสนอแนวคิดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2535 ตั้งแต่หลังพฤษภาทมิฬในปีนั้นนั่นแล้ว
น่าเสียดายที่ประเทศไทยไม่ได้รับอานิสงส์จากความคิดดังกล่าวของท่าน เพราะการร่างรัฐธรรมนูญในปี 2540 เป็นไปอย่าง “จับฉ่าย” รวมทั้ง “ใกล้เกลือกินด่าง” คือมี ส.ส.ร.ในชุดนั้นหลายคนที่เป็นลูกศิษย์ของท่าน แต่ก็ไม่ได้เอาใจใส่ที่จะนำแนวคิดของท่านไปใช้ เพราะหลายคนก็ “ร้อนวิชา” ใคร่ได้ใคร่ลองวิชาที่ตนเรียนมาจากสำนักต่างประเทศทั้งหลายนั้นประชันขันแข่งกัน รัฐธรรมนูญ 2540 จึงกลายเป็น “รวมมิตร” และ “สังขยา”
หรือพอมาเป็นรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีคนคิดที่จะใส่แนวคิดของท่านอาจารย์อมรนี้เข้าไป แต่ก็เป็นแค่เสียงข้างน้อยที่ถูกพวกมากลากไป (เหมือนการร่างรัฐธรรมนูญ 2555 นี้ไหมหนอ) เพราะเสียงข้างมากคิดแต่จะไล่ล่าคนบางคน เหมือนตกหลุมพราง “ก้าวไม่พ้น” คนคนนั้น และเวียนวนกับการแก้ปัญหาแบบ “ตามล้างตามเช็ด” แทนที่จะกล่าวถึงหลักการและความยั่งยืนของบ้านเมือง อันเป็นหัวใจหลักของแนวคิดที่ท่านอาจารย์อมรเสนอ
ซึ่งคณะร่างรัฐธรรมนูญ 2555 คงจะไม่แยแสอีกเช่นเคย
เพื่อ “บันทึกไว้ในแผ่นดิน” เป็นหลักฐานว่าเคยมีแนวทางดีๆ ที่น่าจะเป็นไปได้สำหรับพัฒนาประเทศด้านการเมืองการปกครอง จึงขอนำแนวคิดนั้นมาสรุปย่อในเนื้อที่ไม่กี่ย่อหน้าต่อไปนี้ เผื่อว่าดินกลบหน้าผู้มีอำนาจทั้งหลายในเวลานี้เมื่อวันใด เขาจะได้ไปพบกับ “ศิลาจารึก” ถึงแนวทางกอบกู้ประเทศชาติที่พวกเขาเพิ่งสมคบกันทำฉิบหายนั้น ฝังอยู่ในดินต่อหน้าพวกเขานั้น
ต้องขออภัยที่เทียบเคียงว่าข้อคิดของท่านอาจารย์อมรคือศิลาจารึก แต่ผู้เขียนเทียบเคียงในความหมายที่ว่า แนวคิดของท่านอาจารย์อมรนั้นมีอยู่ 4 ด้าน เหมือนแท่งหินที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม ที่สำคัญคือมีความแข็งแกร่งแน่นหนักเป็นหลักมั่นคง ไม่เสื่อมสูญไปตามกาลเวลา โดยที่สังคมจะต้อง “ถวิลหา” อย่างวิถีชีวิตผู้คนในสมัยสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหงกระนั้น!
ด้านที่หนึ่ง ท่านอาจารย์อมรกล่าวถึง “ปัญหา” หรือ “ทุกข์” ของระบบการเมืองไทยนั้นก็คือ ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองแบบ “ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองของนายทุน” ที่ใครมาปกครองก็ทำเพื่อประโยชน์ของตนกับพวกพ้อง ที่ส่วนใหญ่เป็นนายทุนและมีอิทธิพลอยู่ในแต่ละส่วนของประเทศ ที่มุ่งโกงกินคอร์รัปชันเพื่อเพิ่มพูนอำนาจและขยายอาณาจักรอิทธิพลของตนเป็นหลักมากกว่าที่จะทำเพื่อประชาชน หรือที่ทำไปก็จอมปลอมเพียงเพื่อจะให้ได้รับความนิยมไปตลอด และใช้ความลุ่มหลงของประชาชนเหล่านั้นหล่อเลี้ยงความชั่วร้ายให้เติบโตต่อไป
ด้านที่สอง “เหตุ” ที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบบการเมืองแบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองของนายทุนก็มาจากความไม่รู้และความไม่สนใจไยดีของประชาชนส่วนใหญ่(นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “ความเฉื่อยชาทางการเมือง”) โดยเฉพาะในการเขียนรัฐธรรมนูญที่เอาคนไม่รู้จริงไปเขียน แล้วบังคับให้คนไทยยอมรับ หรือไม่ก็ทำให้มีพิธีกรรมแบบประชาธิปไตย เช่น การทำประชาพิจารณ์ การออกไปรับฟังความคิดเห็น และการทำประชามติ แต่ก็ล้วนอยู่ภายใต้การชี้นำของพรรคการเมืองนายทุนทั้งสิ้น ที่สุดก็นำไปสู่การรักษาอำนาจให้แก่กลุ่มทุนนั้นเช่นเคย
ด้านที่สาม “แนวทางแก้ไขปัญหา” ก็คือ “รู้ถูกรู้ทำ” คือต้องสร้างความรู้ที่ถูกต้องขึ้นในเบื้องต้น อย่างที่รู้ว่าปัญหาของการเมืองไทยเกิดจากระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองของนายทุนนั้น ซึ่งตรงจุดนี้แหละที่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะคนไทยยังถูกมอมเมาด้วยความหลงเชื่อผิดๆ ว่า “คนเก่งถ้าจะโกงก็ไม่น่าเกลียด” และยิ่งถูกระบบขายตรงโดยแกนนำความคิดที่รับจ้างนายทุนมาดำเนินการก็ยิ่งฉุดลากกันไปอย่างไม่สนใจทำนองคลองธรรม ส่วน “รู้ทำ” ก็คือคนไทยต้องตื่นตัว เปิดหูตาให้กว้าง แยกแยะความดีกับความชั่วให้ได้ และมองอนาคตร่วมกันด้วยความรู้จริงข้างต้น
ด้านที่สี่ “วิธีแก้ปัญหา” ท่านอาจารย์อมรเสนอว่า หนึ่ง ต้องเอาคนที่ตั้งใจจริงและคิดทำเพื่อส่วนรวมมาเป็นผู้เขียนรัฐธรรมนูญ สอง ระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญต้องร่วมกันสร้างความรู้และชี้แจงระหว่างประชาชนและผู้ร่างให้ถูกต้องตรงกัน (ไม่ใช่พวกมากลากไป) และสาม ความรู้ที่ถูกต้องต้องเริ่มจากรู้ว่าจะปฏิรูปสถาบันทางการเมืองทางการเมืองใด ซึ่งก็คือ “รัฐสภา” เพราะเป็นที่มาของทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ทั้งนี้จะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์ ที่สำคัญคือมี “ทัศนคติ” หรือความหวังดีต่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง
ในตอนหนึ่งท่านอาจารย์อมรได้เหน็บแนมนักวิชาการไทย (บางกลุ่มบางคน) ไว้อย่างเจ็บแสบว่าเป็น “สิ่งแปลกประหลาดที่สุดในสังคมไทย” เพราะสังคมมักจะมองว่านักวิชาการน่าจะเป็นคนที่ฉลาด ซึ่งท่านอาจารย์อมรบอกว่า คนพวกนี้ถ้าไม่โง่ก็แกล้งโง่ เพราะสงสัยว่าคนเหล่านี้ทำไมจึงมองไม่เห็นสภาพอำนาจทางการเมืองที่ถูกครอบงำโดย “พรรคการเมืองนายทุน”
ท่านอาจารย์อมรใช้คำว่า นักวิชาการของเรามองดูการบริหารประเทศเหมือน “ดูละครบนเวที” คือมองเห็นแต่ว่ารัฐบาล รัฐสภา และประชาชนกลุ่มต่างๆ กำลัง “เล่น” หรือ “แสดง” อะไรอยู่ แต่มองไม่เห็นว่าใครเป็น ผู้กำกับ” ที่ “เขียนบท” หรือบงการอยู่เบื้องหลังการแสดงเหล่านั้น (เหมือนท่านอาจารย์อมรจะรู้ว่านักวิชาการเหล่านี้รู้แต่อาจจะไปรับ “จ๊อบ” หรือร่วมแสดงในละครการเมืองในภาคพิสดารเหล่านี้ด้วย)
ท่านอาจารย์อมร กล่าวว่า นักวิชาการเยี่ยงนี้เป็นพวกที่ “น่าสมเพช” (ถ้าเป็นชาวบ้านน่าจะใช้คำด่าอีกคำที่แรงกว่านี้) เพราะยอมรับและสนุกสนานไปกับการชม (และเล่น) ละคร โดยลืมหน้าที่ของตนที่ควรจะบอกหรือชี้แนะคนไทยให้เห็น “ความจริง” นั่นก็คือออกมาฉีกหน้ากากให้เห็นว่า “ผู้กำกับ” ละครการเมืองไทยที่สนุกสนานกันอย่างเละเทะในทุกวันนี้คือใคร
ซึ่งก็คือ “นายทุนเจ้าของพรรคการเมือง”
ขอบอกว่าตลอดเวลาของการบรรยาย 1 ชั่วโมงเต็มๆ นั้น ท่านอาจารย์อมรไม่ได้พูดถึงชื่อหัวหน้าพรรค อดีตนายกฯ นักการเมือง นายทุน และนักวิชาการคนใดคนหนึ่งออกมาเลย ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าท่านพูด “ในหลักการ” จริงๆ นั่นก็คือท่านอาจจะเชื่อว่าพรรคการเมืองทุกพรรคก็เป็นอย่างนั้น
เข้าทำนอง “มันก็เป็นอย่างนั้นทั้งวัดแหละโยม”







