posttoday
แบงก์รัฐเจอพิษเด็ดหัวเบอร์1หมดท่าเยียวยาคนจน

แบงก์รัฐเจอพิษเด็ดหัวเบอร์1หมดท่าเยียวยาคนจน

11 เมษายน 2555

ข้อเสนอของภาคเอกชนที่กำลังเป็นทุกข์เป็นร้อนกับมาตรการประกาศขึ้นค่าจ้าง 300 บาทของรัฐบาล “ปูแดง”

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

ข้อเสนอของภาคเอกชนที่กำลังเป็นทุกข์เป็นร้อนกับมาตรการประกาศขึ้นค่าจ้าง 300 บาทของรัฐบาล “ปูแดง” ท่ามกลางสถานการณ์ที่ภาคเอกชนกำลังฟื้นฟูกิจการของตัวเองหลังน้ำลด และต้องกัดฟันสู้เรื่องต้นทุนราคาสินค้าที่แพงหูฉี่

ขณะที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง บอกปัดเรื่องข้อเสนอเอกชนเรื่องขอตั้งกองทุน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้าง โดยไม่สนว่าใครจะเจ๊ง

เพราะเชื่อว่าเอกชนน่าจะปรับตัวได้เอง

ขณะที่กระทรวงแรงงาน เตรียมเสนอแพ็กเกจช่วยเอสเอ็มอีกว่า 2.9 ล้านราย ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจรวมมูลค่า 3.75 ล้านล้านบาทของจีดีพี ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมาตรการดังนี้ ได้แก่ การลดภาษีนิติบุคคล ลดอัตราเงินสมทบของประกันสังคม จาก 5% ให้เหลือ 4% ให้เอสเอ็มอีกู้ดอกเบี้ยต่ำนาน 3 ปี จาก 4 สถาบันการเงิน เงินกู้ดอกเบี้ย 0.1% นาน 4 ปี เพื่อนำไปอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สามารถนำค่าใช้จ่ายการอบรมไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า และขอให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องหลังปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ และนำเงินไปซื้อเครื่องจักร

ถ้าโฟกัสที่ความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ หรือ SFI หรือธนาคารรัฐ ที่มีการเสนอขอเงินกู้ 2 หมื่นล้านบาทจากเอสเอ็มอีแบงก์ หรือไม่ว่าจะขอจากธนาคารไหนในภาวะที่ผู้บริหารกำลังเจอมรสุม

ในยามสงครามการปล่อยข่าวเด็ดหัวผู้บริหารแบบรายวันเช่นนี้ อย่าหวังง่ายๆ ว่าเงินสินเชื่อจากธนาคารรัฐจะเข้าสู่ระบบง่ายๆ

เพราะมีตัวอย่างแล้วในโครงการปล่อยสินเชื่อชะลอการว่างงาน เมื่อปี 2551 ของเอสเอ็มอีแบงก์ ทั้งๆ ที่เป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐ แต่ล่าสุด โสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์ ถูกตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง

เขาถูกกล่าวหาว่ามีการปล่อยสินเชื่อเกินวงเงิน 1.4 หมื่นล้านบาท ทำให้ธนาคารได้รับความเสียหายขาดทุนจากการดำเนินการดังกล่าวถึง 700 ล้านบาท

แม้ “โสฬส” จะออกมาชี้แจงแล้วว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามระเบียบของธนาคาร ซึ่งมีคณะกรรมการสินเชื่ออนุมัติ โดยยอดวงเงินสินเชื่อที่ปล่อยทั้งหมดมีจำนวน 1.4 หมื่นล้านบาท

แยกเป็นเงินสมทบจากสำนักงานประกันสังคม 7,000 ล้านบาท มีต้นทุนประมาณ 1-1.5% และเงินรับฝากของเอสเอ็มอีแบงก์อีก 7,000 ล้านบาท มีต้นทุนรับฝากในขณะนั้นประมาณ 2% ซึ่งธนาคารได้นำไปปล่อยกู้ต่อให้กับผู้ประกอบการ คิดอัตราดอกเบี้ย 5% คงที่นาน 5 ปี

แบงก์รัฐเจอพิษเด็ดหัวเบอร์1หมดท่าเยียวยาคนจน

 

เขายืนยันว่า การปล่อยสินเชื่อครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ธนาคารขาดทุนจากดอกเบี้ย 700 ล้านบาท อย่างที่เป็นข่าวก็ตาม

ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ ถามว่าจะมีนายธนาคารหน้าไหนจะร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลในการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการตามนโยบาย

นี่ถือเป็นกรณีตัวอย่างของยุทธการเด็ดหัวผู้บริหาร เป็นตัวอย่างการทำงานที่ทำให้เห็นว่า เมื่อมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล งานใดๆ ที่เคยสนองไว้ในอีกรัฐบาล งานนั้นก็อาจจะเป็นโทษถึงตัวได้ในภายหลัง

ทั้งนี้ หากนับรวมกรณีของผู้บริหารธนาคารรัฐแห่งอื่น เช่น กรณีของธนาคารออมสิน ที่มีความพยายามจะเปลี่ยนเบอร์ 1 คือ เลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสินให้พ้นจากหน้าที่

เลอศักดิ์ ถูกตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงจากข้อร้องเรียนในบัตรสนเท่ห์ต่างๆ นานา

ผลที่ตามมาคือการปล่อยสินเชื่อของธนาคารออมสินเดี้ยงไปไม่เป็นท่า

ในยามที่เบอร์ 1 กำลังถูกเด็ดหัว มีหรือที่เบอร์ 2 เบอร์ 3 จะไม่งอมืองอเท้า รอความชัดเจนจากนโยบาย

ปัญหาเหล่านี้เป็นเชื้อไฟที่นำไปสู่ “กลไกที่พิการ” ของธนาคารรัฐแบบยกแผง

แม้จะมีบางธนาคาร เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. ที่เป็นสายตรงของรัฐบาลนี้ จะไม่โดนร่างแหไปด้วย แต่ผลงาน ธอส.ที่ผ่านมาก็ไม่ถือว่าโดดเด่น ยังไม่สามารถลุยปล่อยกู้สวนกระแสตลาดที่อยู่อาศัยที่กำลังซบเซาได้

ผลที่ออกมาจากการบริหารงานของรัฐบาล “ปูแดง” ซึ่งมี กิตติรัตน์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง มี ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย และวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เป็น รมช.คลัง ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่าผลงานรัฐบาลด้านการใช้เงินนอกงบประมาณ “ล้มเหลว” โดยสิ้นเชิง

ทั้งๆ ที่รัฐบาลเจอปัญหาหนักจากเรื่องน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา แต่กลับไม่สามารถใช้เงินนอกงบประมาณ คือการดันเงินสินเชื่อจากธนาคารรัฐอัดเข้าระบบได้อย่างเต็มที่

แม้ที่ผ่านมา วิรุฬ ในฐานะที่กำกับธนาคารรัฐส่วนใหญ่ จะเรียกประชุมผู้บริหารทั้งเอ็มดีและคณะกรรมการของธนาคารรัฐ ขอให้จับมือกันช่วยปล่อยสินเชื่อให้ประชาชน

แต่ผลที่ออกมายังไม่เป็นที่น่าพอใจ

เพราะลูกค้ารายขนาดกลางขึ้นไปยังถูกดึงเรื่องขอสินเชื่อไว้ในลิ้นชัก เนื่องจากระดับสาขายังไม่กล้าปล่อยกู้ ที่ให้กู้ได้ก็กลายเป็นรายเล็กรายน้อยกระจิบกระจ้อย ที่ขอกู้เงินรายไม่กี่หมื่นบาท

ภาพตัดไปที่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ธนาคารแห่งนี้ก็โดนมรสุมไม่แพ้ธนาคารแห่งอื่น เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบการปล่อยกู้ของ ธีรศักดิ์ สุวรรณยศ ผู้จัดการใหญ่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยว่าปล่อยกู้ที่มีความสุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะในเรื่องของหลักทรัพย์

ผลที่ตามมาคือธนาคารรัฐแห่งนี้แทบจะซวนเซ

เพราะการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่คือกระทรวงการคลังออกมาเล่นบทตั้งคณะกรรมการสอบสวนการทำงานของผู้บริหารองค์กร เท่ากับเป็นการตอนการทำงานขององค์กรที่เป็นแขนขาของรัฐไปในทางอ้อม

ผลที่ตามมาคือการง่อยเปลี้ยเสียขากระบวนการส่งผ่านของท่อเงินไปยังผู้ประกอบการที่ต้องการหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจแทนที่เงินงบประมาณ

เม็ดเงินก้อนนี้ที่เคยออกมาหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจก็ติดขัด

ปัจจุบันนี้หากผู้บริหารกระทรวงการคลังจะหันมาสนใจก็จะพบว่าองคาพยพของธนาคารรัฐทั้งแผงต่างหยุดสนิทในการทำหน้าที่ปล่อยเงินลงสู่ระบบ

ภาพรวมของสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 6 แห่ง ในช่วงที่ผ่านมาจึงอ่อนเปลี้ยเพลียแรง

เห็นได้จากยอดสินเชื่อคงค้างของธนาคารรัฐทั้งระบบในเดือน ม.ค. 2555 มีจำนวนรวมทั้งสิ้นกว่า 3.260 ล้านล้านบาท เพิ่มจากเดือน ธ.ค. 2554 ที่มียอดรวมทั้งสิ้น 3.208 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียง 5.2 หมื่นล้านบาท หรือแทบจะหายไปเกือบครึ่ง เมื่อเทียบกับยอดรวมสินเชื่อในเดือน ธ.ค. 2554 เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. 2554 ที่มียอดสินเชื่อรวมกว่า 3.10 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนล้านบาทในเดือนเดียว

ทั้งนี้ เมื่อแยกยอดสินเชื่อตามรายธนาคาร พบว่า ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2555 ธนาคารออมสินมียอดสินเชื่อคงค้าง 1.379 ล้านบาท เพิ่มจากเดือน ธ.ค. 2554 ที่มียอดสินเชื่อคงค้าง 1.351 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียง 2.8 หมื่นล้านบาท

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. มียอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2555 ที่ 9.20 แสนล้านบาท เพิ่มจากเดือน ธ.ค. 2554 ที่มียอดสินเชื่อคงค้าง 8.94 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.6 หมื่นล้านบาท

ธอส. มียอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2555 ที่ 6.82 แสนล้านบาท ลดลงจากเดือน ธ.ค. 2554 ที่มียอดสินเชื่อคงค้าง 6.83 แสนล้านบาท หรือลดลงกว่า 1 หมื่นล้านบาท

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย มียอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2555 ที่ 1.151 แสนล้านบาท ลดลงจากเดือน ธ.ค. 2554 ที่มียอดสินเชื่อคงค้าง 1.159 แสนล้านบาท หรือลดลงประมาณ 800 ล้านบาท

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ มียอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2555 ที่ 6.50 หมื่นล้านบาท ลดลงจากเดือน ธ.ค. 2554 ที่มียอดสินเชื่อคงค้าง 6.54 หมื่นล้านบาท หรือลดลงประมาณ 400 ล้านบาท

เอสเอ็มอีแบงก์ มียอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2555 ที่ 9.73 หมื่นล้านบาท ลดลงจากเดือน ธ.ค. 2554 ที่มียอดสินเชื่อคงค้าง 9.75 หมื่นล้านบาท หรือลดลงกว่า 200 ล้านบาท

ขณะที่ก่อนหน้านี้เอสเอ็มอีแบงก์จะมียอดขยายสินเชื่อเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเดือนละ 1,000 ล้านบาท

การคิดแต่จะเด็ดหัวผู้บริหาร วันนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าได้ทำให้สะเทือนถึงองคาพยพของการบริหารของธนาคารรัฐทั้งหมดในภาพรวม ทั้งเรื่องการปล่อยสินเชื่อ และการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ฝากเงิน

รวมถึงกระทบกระเทือนถึงขวัญกำลังใจของพนักงานในองค์กร

ที่สำคัญ คือ กระทรวงการคลัง ในฐานะที่ส่งคณะกรรมการใหม่เข้าไปบีบคอผู้บริหาร กำลังตกอยู่ในฐานะคนที่กำลังจะหายใจไม่ออกเสียเอง เพราะสภาพการทำงานที่พิกลพิการของธนาคารรัฐทำให้ปล่อยสินเชื่อสะดุด ไม่สามารถช่วยแม้กระทั่งผู้ประกอบการรายย่อย รายกลาง ที่เดือดร้อนจากนโยบายรัฐบาลเอง

วันนี้น่าจะถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังควรนั่งหารือกันกับแผนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจกันอย่างจริงจังเสียที

อย่าปล่อยให้พระเอกที่เคยขี่ม้าขาว เคยช่วยเหลือผู้ประกอบการ ประชาชนรายย่อยมา “ตกม้าตาย” เพราะพิษสงของการเมืองอีกเลย

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่