posttoday
ผลกระทบต่อราคาพลังงานกับนโยบายค่าเงินบาทอ่อน

ผลกระทบต่อราคาพลังงานกับนโยบายค่าเงินบาทอ่อน

03 เมษายน 2555

ได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของท่าน รมว.คลัง กิตติรัตน์ ณ ระนอง เกี่ยวกับนโยบายค่าเงินบาทและความเห็นเกี่ยวกับการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย

โดย...มนูญ ศิริวรรณ

ได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของท่าน รมว.คลัง กิตติรัตน์ ณ ระนอง เกี่ยวกับนโยบายค่าเงินบาทและความเห็นเกี่ยวกับการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตลอดจนการตอบโต้คำวิพากษ์วิจารณ์ของคุณกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง แล้ว ก็ได้แต่สงสัยว่าท่าน รมว.คลัง ไปกินรังแตนมาจากไหน หรือเป็นเพราะท่านรับบทหนักจนเกินไปทั้งในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจควบกับ รมว.คลัง เลยทำให้ต้องแบกรับแรงกดดันมากจนเกินไป จนต้องแสดงออกอย่างแข็งกร้าวเช่นนี้

ว่ากันที่จริงแล้วถือเป็นมารยาทในการทำงานที่ยอมรับกันทั่วไปในระดับสากลว่า รัฐบาลหรือ รมว.คลัง จะไม่เข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงการทำงานของธนาคารกลาง ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางของประเทศเอาไว้ ซึ่งจะทำให้ทั้งประเทศและธนาคารกลางได้รับความเชื่อถือจากต่างประเทศ

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว เราจะไม่เห็นผู้นำประเทศหรือ รมว.คลัง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของธนาคารกลาง หรือแม้แต่ออกมาพูดถึงเรื่องนโยบายทางการเงินหรือค่าเงินในที่สาธารณะเลย ทั้งนี้เพราะเขารู้ดีว่าเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวสูงและอาจเป็นการแทรกแซงการทำงานของธนาคารกลาง ซึ่งต้องการความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายทางการเงินค่อนข้างมาก

ท่านผู้อ่านอาจบอกว่า ถ้าอย่างนั้นรัฐบาลจะดูแลให้ธนาคารกลางนำเอานโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติได้อย่างไร ถ้ารัฐบาลสั่งธนาคารกลางไม่ได้ ธนาคารกลางมิกลายเป็นรัฐอิสระไปหรือ เรื่องนี้เขามีวิธีบริหารจัดการกันอยู่แล้วครับ โดยการเรียกมาพูดคุยปรึกษาหารือกันเป็นการภายใน ถ้าคุยกันแล้วไม่เห็นพ้องต้องกัน หรือขัดแย้งกันจนไม่สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้ ประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีก็ต้องตัดสินใจให้มีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารธนาคารกลางหรือ รมว.คลัง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตามกฎเกณฑ์กติกาที่ได้มีการระบุเอาไว้ ไม่ใช่มาออกข่าวสั่งกันผ่านสื่อว่าให้เถียงน้อยๆ หน่อย อย่างนี้เป็นต้น

ผลกระทบต่อราคาพลังงานกับนโยบายค่าเงินบาทอ่อน

 

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเป็นข่าวไปแล้ว เรามาดูกันสักนิดหนึ่งก็ได้ว่าถ้า ธปท.ยอมทำตามนโยบายค่าเงินบาทอ่อนของ รมว.คลัง อะไรจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบเกี่ยวกับเรื่องราคาพลังงาน

ก่อนอื่นต้องบอกว่ามันมีสูตรสำเร็จอยู่ว่า ถ้าค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 1 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นระหว่าง 6080 สตางค์ต่อลิตร แล้วแต่ชนิดของน้ำมัน ดังนั้นถ้าค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากปัจจุบันที่ 30.83 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็น 3234 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (ตามที่ท่าน รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์) ราคาน้ำมันก็จะต้องสูงขึ้นอีก 12.50 บาทต่อลิตร โดยยังไม่นับว่าราคาในตลาดโลกจะขยับสูงขึ้นอีกหรือไม่

นอกจากเรื่องราคาน้ำมันที่จะต้องสูงขึ้นเพราะค่าเงินบาทอ่อนแล้ว เรายังจะเผชิญหน้ากับการต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าพลังงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปีที่แล้วประเทศไทยก็ต้องนำเข้าพลังงานเป็นมูลค่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.2 ล้านล้านบาท

ดังนั้น ถ้าปีนี้เรานำเข้าน้ำมันในปริมาณเท่าเดิม (ซึ่งดูแล้วเป็นไปไม่ได้แน่นอน) แต่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจาก 30.83 บาท เป็น 3334 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หรืออ่อนค่าลงประมาณ 10% นั่นหมายความว่ามูลค่าการนำเข้าพลังงานในปีนี้จะลบสถิติปีที่แล้ว โดยพุ่งขึ้นสูงถึง 1.35 ล้านล้านบาท โดยยังไม่ต้องคิดว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกปีนี้จะสูงกว่าปีที่แล้วมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเอาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในไตรมาสแรกปีนี้มาเป็นฐาน ผมคาดว่าราคาน้ำมันในปีนี้น่าจะสูงกว่าปีที่แล้วไม่น้อยกว่า 10% ดังนั้นมูลค่าการนำเข้าพลังงานของไทยในปีนี้อาจทำลายสถิติปีที่แล้วพุ่งทะลุ 1.5 ล้านล้านบาทก็เป็นไปได้

ถ้าเราต้องนำเข้าพลังงานสูงถึงขนาดนี้และการส่งออกของเราในปีนี้ไม่กระเตื้องขึ้นมากนัก ประเทศไทยอาจจะต้องเสียเปรียบดุลการค้าเป็นปีแรก เพราะแค่ 2 เดือนแรกของปีนี้ เราก็ขาดดุลการค้าไปแล้ว 597.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 18,418 ล้านบาท)

ดังนั้น ท่าน รมว.คลัง อาจไม่ต้องเป็นห่วงค่าเงินบาทมากนักก็ได้ เพราะผมดูแล้วยังไงๆ ปีนี้ค่าเงินบาทก็ไม่น่าจะแข็งค่าไปมากกว่านี้ได้มากนัก แต่กลับจะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงมากกว่า เนื่องจากเงินทุนไหลเข้าส่วนใหญ่ก็เป็นเงินร้อนทั้งสิ้น เงินลงทุนโดยตรง (FDI) มีน้อยมาก เพราะหนีไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านของเราหมด และถ้าเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปมีสัญญาณฟื้นตัวเมื่อไร หรือธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อไร เงินร้อนๆ เหล่านี้ก็ไหลกลับหมดครับ

จากแนวโน้มดังกล่าว ผมว่าท่าน รมต.น่าจะปล่อยให้ค่าเงินเป็นไปตามธรรมชาติจะดีกว่าครับ โดยให้กลไกการตลาดเป็นตัวกำหนดค่าเงินที่เหมาะสมเอง และให้ ธปท.คอยดูแลอย่าให้มีการเก็งกำไรมากจนเกินไปจนทำให้ค่าเงินบาทผันผวน ถ้าส่งออกมีปัญหาก็หาทางช่วยเหลือหรือสนับสนุนในด้านอื่นน่าจะดีกว่ามามุ่งที่นโยบายกดค่าเงินบาทให้อ่อนค่าแต่เพียงอย่างเดียว

หวังว่าถึงวันนี้ท่าน รมว.คลัง คงจะอารมณ์ดีขึ้นจนพอจะรับฟังความเห็นจากคนอื่นได้บ้างแล้วนะครับ

ไม่อย่างนั้นวลีที่ว่า “ทุกฝ่ายต้องฟังผม” มันฟังดูเหมือนวลี “โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง” ยังไงๆ ไม่รู้!!!

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69