posttoday
บึ้มปลุกรัฐดับไฟใต้

บึ้มปลุกรัฐดับไฟใต้

03 เมษายน 2555

เสียงตูมสนั่นโรงแรมลี การ์เดนส์ พลาซ่า ใจกลางเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา ตามด้วยคาร์บอมบ์ 3 ลูกติดในเขตเทศบาลนคร จ.ยะลา มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก

โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว

เสียงตูมสนั่นโรงแรมลี การ์เดนส์ พลาซ่า ใจกลางเมืองหาดใหญ่ จ.สงขลา ตามด้วยคาร์บอมบ์ 3 ลูกติดในเขตเทศบาลนคร จ.ยะลา มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ไม่ใช่แต่สร้างความเศร้าสลดเสียใจให้แก่พี่น้องชาวใต้ หากแต่สั่นสะเทือนมาถึงรัฐบาลผู้วางนโยบายดูแลสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ให้ตื่นตัวแก้ไขปัญหาความไม่สงบ

นี่ไม่ใช่แค่ระเบิดรายวันในพื้นที่ชายแดนใต้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่แรงระเบิดหวังผลหลายอย่าง 1.มุ่งทำลายเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ในช่วงที่กำลังเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ที่มีบรรดานักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศเตรียมเดินทางเข้ามาฉลองสงกรานต์ในพื้นที่ภาคใต้และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ของประเทศไทย ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์ต้องขอยกเลิกเที่ยวบิน 2.เกี่ยวเนื่องไปถึงวาระครบรอบเหตุการณ์ตากใบและกรือเซะ ที่กลุ่มก่อความไม่สงบส่งสัญญาณถึงรัฐบาลให้รับรู้ถึงการดำรงอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ

3.อานุภาพทำลายล้างให้เกิดความเสียหายครั้งรุนแรงเป็นไปตามหน่วยงานความมั่นคงวิเคราะห์ไว้ อาจเป็นเพราะกลุ่มก่อความไม่สงบแสดงอาการต่อต้านภายหลังฝ่ายรัฐใช้แผนเจรจาในทางลับกับแกนนำเพื่อแยกสลาย และ 4.ให้รับรู้ถึงจุดยืนผู้ก่อความไม่สงบคงมีเป้าหมายสูงสุดต้องการแยกรัฐปัตตานีมิใช่เขตปกครองพิเศษเหมือนอย่างที่บางคนในรัฐบาลต้องการ สมมติฐานเหล่านี้รัฐบาลทราบหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่น่าจะไม่รู้” เพราะทันทีคราบเขม่าจาง คนในภาครัฐออกมาตอบได้อย่างรวดเร็วมั่นใจ

เริ่มจากผู้นำประเทศ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี “ทราบกลุ่มก่อเหตุแล้ว แต่ไม่ใช่กลุ่มใหญ่มาก” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกฯ ด้านความมั่นคง ออกมาให้สัมภาษณ์ “เป็นไปตามที่เราคาดการณ์” แถมตอกย้ำด้วยการกล่าวในทำนองเป็นผลงานรัฐบาลนี้ เพราะ กอ.รมน.ภาค 4 ใช้มาตรการเชิงรุก ส่งผลให้กลุ่มผู้ไม่หวังดีเริ่มก่อเหตุรุนแรง ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ “ทราบตัวผู้ก่อการแล้ว อีกไม่นานจะออกหมายจับ”

เหมือนทุกฝ่ายรับรู้ต้นสายปลายเหตุ มีข้อมูลการข่าวเบื้องหน้าเบื้องหลังครบครัน แต่ในทางตรงกันข้าม เหตุใดถึงไม่สามารถตัดไฟแต่ต้นลมของเหตุการณ์ได้

บึ้มปลุกรัฐดับไฟใต้

 

ในเมื่อรับรู้ถึงความเคลื่อนไหว รับทราบเบาะแสการก่อเหตุความรุนแรง อย่างกรณีการใช้คาร์บอมบ์ ในส่วนหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ มีการตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ โดยมีหน้าที่ปราบปราม ติดตามจับกุมการโจรกรรมรถยนต์ในพื้นที่รับผิดชอบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรับรู้กันมาก่อนถึงการขโมยรถเจ้าหน้าที่เพื่อเตรียมก่อการ รวมถึงวิธีของขบวนการที่หันมาแต่งชุดเลียนแบบทหาร ตำรวจ เพื่อปฏิบัติการ แต่กลับไม่สามารถดำเนินการจับกุมดำเนินการได้ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงความหละหลวมการปฏิบัติในพื้นที่ แต่ยังสะท้อนถึงการความไม่จริงจังของภาครัฐและความไม่ชัดเจนต่อการกำหนดนโยบายดับไฟใต้

ภาพสะท้อนผ่าน 8 เดือนรัฐบาลยิ่งลักษณ์กับนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ในแง่ของผู้กำหนดนโยบายไม่ได้บ่งบอกถึงการสร้างความรู้สึกจริงจังต่อการแก้ไขปัญหา จับความรู้สึกสัมผัสได้ อย่างการจัดประชุม ครม.สัญจรภาคใต้เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ด้วยการใช้เมืองท่องเที่ยวอย่าง จ.ภูเก็ต เป็นสมรภูมิหลักของการประชุมและอนุมัติงบประมาณตามโครงการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวมากมาย

แต่น่าเสียดายการตรวจราชการภาคใต้ กลับไม่ใช้โอกาสนี้ให้ความสำคัญต่อวาระการกำหนดนโยบายความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ในแง่เชิงจิตวิทยามวลชนก็ถือว่าล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด ที่จะใช้การเมืองสร้างความรู้สึกอันดีผูกมิตรกับพี่น้องชาวใต้ แต่ในช่วงเวลาของการบริหารประเทศแทบนับครั้งได้ที่นายกฯ จะตัดสินใจลงพื้นที่ความไม่สงบ นอกจากการลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงในช่วงเลือกตั้งเท่านั้นที่เด่นชัดที่สุด

ไม่แปลก กรณีเหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่ที่หาดใหญ่และยะลา คำพูดแรกของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธการลงพื้นที่ โดยอ้างว่าจะทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความยุ่งยากในการปฏิบัติงาน เพราะต้องแบ่งกำลังมาดูแลตนเอง ขอบัญชาการเหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ

แต่คล้อยหลัง ผู้นำฝ่ายค้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจลงพื้นที่ให้กำลังใจผู้บาดเจ็บอย่างทันท่วงที เหตุการณ์กลับตาลปัตรอีกหน คนในรัฐบาลออกมาโจมตีการลงพื้นที่ของผู้นำฝ่ายค้านเป็นการแย่งซีนเล่นเกมการเมือง แน่นอนไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลในยามที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน แต่กลับใช้เหตุการณ์ความโศกสลดตอบโต้การเมือง ยิ่งตอกย้ำรัฐบาลที่ขาดหลักมนุษยธรรม จึงทำให้นายกฯ ต้องเปลี่ยนใจเดินทางลงพื้นที่หาดใหญ่ (2 เม.ย.) หวังล้างภาพถูกวิจารณ์ เป็น “ผู้นำใจดำ”

จริงอยู่อาจมีเหตุผลอยู่บ้าง ทั้งเกรงปัญหาเจ้าหน้าที่ต้องแบ่งกำลังมาดูแลนายกฯ แต่อีกด้านมองได้ว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ไม่ว่าจะเป็นรองนายกฯ รมว. หรือแม้แต่ ผบ.ทบ. ที่ยกคณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ก็คงยกคณะมาดูแลความปลอดภัยกันทั้งจังหวัด แต่สภาพของพื้นที่ความอ่อนไหวในเหตุการณ์มีการจัดวางกำลังไว้อยู่แล้ว ส่วนไหนติดตามดูแลความปลอดภัยผู้บริหารระดับสูง ส่วนไหนต้องเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ เช่นเดียวกับผู้บริหารระดับสูง จะตรวจราชการพื้นที่ใดแม้แต่กรุงเทพฯ ก็จะมีการเซตจำนวนผู้ติดตามกันอยู่แล้ว รวมถึงคณะติดตามนายกฯ ก็มีชุดรักษาความปลอดภัยเป็นการเฉพาะ ดังนั้นเหตุผลทำให้เกิดความยุ่งยากของเจ้าหน้าที่จึงไม่ใช่

อีกกรณีหากอ้างถึงวาระงานแน่น ไม่มีเวลาลงพื้นที่ แต่ในกรณีเหตุการณ์สำคัญ ในยามที่ต้องสร้างความรู้สึกอันดี เป็นสิทธิของผู้นำประเทศที่จะตัดสินใจยกเลิกหรือเลื่อนได้ทั้งสิ้น นี่จึงไม่ใช่เหตุผลภารกิจงานมากมาย จึงไม่ไปติดตามสถานการณ์ความไม่สงบ

ในเชิงบริหาร แต่ละรัฐบาลมีรูปแบบที่จะเหมือนหรือแตกต่างกันได้ อย่างรัฐบาลอภิสิทธิ์ ให้ความสำคัญกับการจัดตั้ง ครม.ภาคใต้ มีรองนายกฯ สายความมั่นคง ทั้ง สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายฯ ถาวร เสนเนียม อดีต รมช.มหาดไทย ดูแลนโยบายความไม่สงบเป็นกรณีพิเศษ และเน้นนโยบายศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

ทว่า รัฐบาลปัจจุบันกับนโยบายแก้ปัญหาความไม่สงบกลับออกมาในเชิงปรับแก้ไขมองภาพระยะยาว ท่ามกลางข้อถกเถียงเป็นไปได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามของฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เสนอแก้ไขกฎหมายให้มีการเลือกตั้งเลขา ศอ.บต. และต้องการผลักดันนครรัฐปัตตานี ขณะที่การติดตามสถานการณ์ในปัจจุบันไม่มีภาพมาตรการที่เด่นชัด

ด้านยุทธการดับไฟใต้เป็นอีกกรณีที่ทำให้เห็นถึงความไม่พร้อมรัฐบาล ผ่านมา 8 เดือนรัฐบาล พล.อ.ยุทธศักดิ์ เพิ่งออกมาบอก ได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้เป็นประธานขับเคลื่อนการดำเนินการของหน่วยงาน ซึ่งหลังจากนี้ทหารต้องผลักดันและสนับสนุนทางการเมือง พร้อมต้องมียุทธวิธีมากกว่าเดิม บ่งบอกถึงความตื่นตัวตัวของรัฐ เพิ่งให้ความสำคัญต่อยุทธวิธีในการดับไฟใต้หรือไม่

สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นเวลานี้ จึงเหมือนกับว่ารัฐบาลต้องการให้เป็นเหตุอาชญากรรมตามปกติรายวัน ย่อมตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาลักษณะตายด้าน

เมื่อไม่ตื่นตัวจริงจังรังแต่จะทำให้สถานการณ์ด้ามขวานเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

ข่าวล่าสุด

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก

ไทยสร้างประวัติศาสตร์เจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 เปิด 5 ข้อคิด เชื่อมโยงโลก