
นโยบายด้านเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าของไทยและในอาเซียน
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหากท่านได้ติดตามข่าวก็จะทราบว่า ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยต้องพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากขึ้น
โดย...โชติชัย สุวรรณาภรณ์
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหากท่านได้ติดตามข่าวก็จะทราบว่า ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยต้องพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากขึ้น เนื่องจากในปีนี้จะมีแหล่งก๊าซธรรมชาติถึง 3 แหล่ง ต้องหยุดซ่อมบำรุงในบางช่วง เริ่มตั้งแต่แหล่งยาดานาและเยตากุน มีแผนจะหยุดซ่อมบำรุงในวันที่ 817 เม.ย. 2555ส่งผลให้ก๊าซจากพม่าจะหายไปราว 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน
เนื่องจากเวลาที่หยุดซ่อมยาดานาแหล่งเยตากุนก็ต้องพลอยหยุดซ่อมไปด้วย เพราะในกระบวนการผลิตจะต้องนำก๊าซจากทั้ง 2 แหล่งมาผสมกัน เพื่อให้ได้ค่าความร้อนที่พอเหมาะก่อนจะนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงให้แก่โรงไฟฟ้าที่อยู่ทางฝั่งตะวันตกของไทย เช่น โรงไฟฟ้าราชบุรี เป็นต้น ทำให้ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตาและดีเซล ซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงราคาแพงเข้าทดแทนในช่วงดังกล่าว และอาจส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าผันแปรให้ต้องมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ แหล่งบงกชก็จะหยุดซ่อมในราววันที่ 25 พ.ค.-8 มิ.ย. และแหล่งเอราวัณก็มีแผนหยุดซ่อมราว1-8 ส.ค. ซึ่งก็จะทำให้ก๊าซจากแหล่งทั้งสองหายไปอีกแหล่งละ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยปกติทางพม่าและแม้แต่แหล่งภายในประเทศเราก็ต้องมีการหยุดซ่อมประจำปีอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เนื่องจากเรามีการใช้ก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปี หากนับย้อนไป 5 ปีหลังสุดถึงแม้ว่าในภาพรวมของสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าจะมีภาพที่ลดลงก็ตามจากราว 80% เหลือประมาณ 76%ในปัจจุบัน
นั่นจึงเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางอย่างหนึ่งของเราที่ยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในปริมาณมากถึง 2,728 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา
หากมองไกลออกไปหน่อยในเรื่องนโยบายด้านการใช้เชื้อเพลิงของอาเซียน ซึ่งมีการใช้เชื้อเพลิงไฟฟ้าที่หลากหลาย ได้แก่ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์ และพลังงานทดแทน เราจะพบว่าแนวทางการกำหนดนโยบายเชื้อเพลิง สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าที่แตกต่างกัน แต่ก็สามารถแสวงหาแนวทางส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในหมู่สมาชิกอาเซียนมากยิ่งขึ้น เพราะประเทศสมาชิกอาเซียนต่างมีภูมิหลังและลักษณะพื้นฐานที่แตกต่างกันทั้งในด้านเศรษฐกิจ แนวคิดทางการเมือง ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ
และที่สำคัญนโยบายด้านพลังงานในปัจจุบันจะต้องคำนึงถึงการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า (Security of Power System) โดยการกระจายการใช้เชื้อเพลิงทั้งชนิดและแหล่งที่มาให้มีความสมดุลและเหมาะสม เพื่อเป็นหลักประกันในการมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตไฟฟ้า (Environmental Impacts) โดยการเลือกใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด
นอกจากนี้ ประเด็นในด้านการมีส่วนร่วมและการยอมรับของประชาชน (Public Involvement/ Acceptance) ก็เป็นปัจจัยที่ไม่อาจละเลยได้และนับวันจะยิ่งทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เราอาจพอสรุปได้ว่า อาเซียนกำลังเผชิญกับปัจจัยที่ท้าทายหลายประการในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง เป็นตัวผลักดันให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอาเซียนจะเพิ่มขึ้นจากระดับ 6.1 แสนกิกะวัตต์ชั่วโมง ในปี 2553 เป็น 2,035,000กิกะวัตต์ชั่วโมง ในปี 2573 และนอกจากนี้อาเซียนจะยิ่งทวีการพึ่งพาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น ความร่วมมือในด้านการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั้งในส่วนของการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติ (Trans Asean Gas Pipeline : TAGP) และการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้า (Asean Power Grids) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะต้องผลักดันให้โครงการทั้งสองสำเร็จเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพราะโครงการทั้งสองจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงทางพลังงานแก่อาเซียนในระยะยาวต่อไป







