
บอมบ์ เมืองหาดใหญ่เฉือนหัวใจเศรษฐกิจใต้
เหตุระเบิดในพื้นที่ภาคใต้ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะคาร์บอมบ์ที่โรงแรมลี การ์เดนส์ พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หัวใจของเศรษฐกิจภาคใต้
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
เหตุระเบิดในพื้นที่ภาคใต้ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะคาร์บอมบ์ที่โรงแรมลี การ์เดนส์ พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หัวใจของเศรษฐกิจภาคใต้ เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลสะเทือนไปทั่วแทบทุกอณูธุรกิจในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้
เพราะเมืองหาดใหญ่ถือเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การส่งออก–นำเข้า รวมถึงเป็นศูนย์กลางของธุรกรรมการเงิน เพราะเป็นที่ตั้งของธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หลายแห่งด้วย
การเติบโตของเศรษฐกิจภาคใต้นั้น หัวใจหลักไม่ได้อยู่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช แต่คือเมืองหาดใหญ่เต็มๆ เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจของที่นี่มีขนาดมากถึง 27% ของเศรษฐกิจในภาคใต้ อีก 25% มาจากเมืองภูเก็ต ที่เหลือจึงค่อยเฉลี่ยกันไปในจังหวัดอื่นๆ ตามขนาดเมืองและพืชผลทางการเกษตร
ฉะนั้น เมื่อเกิดระเบิดขึ้นกลางเมืองหาดใหญ่ ชีพจรหัวใจหลักทางเศรษฐกิจกิจกรรมต่างๆ จึงช็อกไปดื้อๆ
ความมั่นใจด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค นักลงทุน และนักท่องเที่ยว รวมถึงการค้าขาย การขนส่ง การส่งออก การนำเข้า บรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยทั่วไปคงยากที่จะกลับคืนมาเหมือนดังเดิม
มีการคาดการณ์กันว่าความเสียหายในครั้งนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 1,500-2,000 ล้านบาท นี่ไม่รวมผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ไปยังธุรกิจอื่นในจังหวัดใกล้เคียง
ระเบิดครั้งนี้จึงสร้างความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศเนื่องด้วยหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจ การศึกษา และท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้ มีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 27% ของเศรษฐกิจในภาคใต้หรือประมาณ 4.5% ของทั้งประเทศ เศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาขยายตัวเฉลี่ยปีละประมาณ 4% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สงขลายังเป็นประตูผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้านคือมาเลเซียและสิงคโปร์ เหตุการณ์ที่เกิดครั้งนี้ใกล้เทศกาลสงกรานต์พอดี ผลกระทบย่อมมีพอสมควรในแง่เศรษฐกิจ
จากข้อมูลภาวะเศรษฐกิจและการเงิน ที่สำนักงานภาคใต้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานไว้ล่าสุดในเดือน ม.ค.ปีนี้ จะพบว่า เศรษฐกิจภาคใต้ชะลอตัวอยู่แล้ว จากผลผลิตการเกษตรที่ลดลงเหลือเพียง 18.1% จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวถึง 62.3% เป็นผลจากผลผลิตยางพาราชะลอลงเหลือ 4.9% ส่วนผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวติดลบ 24.2% จากเดือนก่อนหน้าที่โต 7% จากการผลิตอุตสาหกรรมยางแปรรูปและไม้ยางแปรรูป เนื่องจากราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นและตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดหลักชะลอการซื้อ
ภาคอุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป และอุตสาหกรรมอาหารทะเลกระป๋องมีการผลิตลดลง ขณะที่ราคาวัตถุดิบมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากในเดือนนี้
ด้านกำลังซื้อผู้บริโภคจากตลาดหลักลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอ ภาวะดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรติดลบ 21.4% จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวถึง 15.7% มีต่อเครื่องชี้การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนของภาคใต้ลดลง
สะท้อนจากดัชนีการอุปโภคบริโภคขยายตัวเพียง 1.7% จาก 6.7% ในเดือนก่อนหน้า ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ติดลบ 19.9% ต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ 26.4% ปริมาณจำหน่ายรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลขยายตัวติดลบ 49% ต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ 50.4% เช่นเดียวกับปริมาณจำหน่ายรถจักรยานยนต์ที่ขยายตัวติดลบ 20.8% ต่อเนื่องจากเดือนก่อนที่ติดลบ 31.2%
สอดคล้องกับการลงทุนที่ขยายตัวติดลบ9% จากเดือนก่อนที่โต1.9% สะท้อนจากกิจการที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนขยายตัวติดลบ 80.9% จากเดือนก่อนที่ติดลบ 322.9% การจดทะเทียนธุรกิจนิติบุคคลขยายตัวติดลบ 3% จากเดือนก่อนที่โต 57.7% ขณะที่การจัดเก็บภาษีอากรขยายตัวติดลบ 1.7% จากเดือนก่อนที่ขยายตัว 9.2%
แต่ภาวะเศรษฐกิจภาคใต้ยังโชคดีอยู่บ้าง ที่ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวได้ดี เนื่องจากนักท่องเที่ยวเอเชียและยุโรป อย่างจีน มาเลเซีย และรัสเซียหลบอากาศหนาวเดินทางมาเที่ยวมากขึ้น
ซึ่งถ้าดูข้อมูลนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่เดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองในภาคใต้เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีก่อน 16.8% ทำให้อัตราการเข้าพักโรงแรมเพิ่มเป็น 72.5% สูงกว่าเดือนเดียวกันปีก่อนที่ 67.3%
แต่ถึงการท่องเที่ยวจะดี แต่มูลค่าการส่งออกติดลบถึง 23.2% มีมูลค่าเพียง 1,123 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 9% หรือมีมูลค่า 1,506 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการลดลงในเกือบทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะหมวดยางพาราที่ลดลงทั้งด้านปริมาณและมูลค่า
นอกจากนี้ อาหารบรรจุกระป๋องและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกก็ลดลงเช่นเดียวกัน ด้านการนำเข้าก็ติดลบถึง 60.5% หรือมีมูลค่า 432 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 8.1% หรือมีมูลค่าการนำเข้าที่ 641 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะมีการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ลดลงเป็นสำคัญ
สำนักงานภาคใต้ ธปท. ระบุอีกว่า จากภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจภาคใต้ที่ชะลอลง ทำให้เงินฝากและสินเชื่อของสาขาธนาคารพาณิชย์ในภาคใต้ชะลอลงด้วย โดยเงินฝากเพิ่มขึ้นเพียง 7.9% หรือมีมูลค่า 5.33 แสนล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่เงินฝากเพิ่มขึ้นถึง 12% ขณะที่สินเชื่อขยายตัว 15% หรือมีวงเงิน 5.03 แสนล้านบาท ชะลอลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 16%
ทั้งนี้ หากพิจารณาแนวโน้มที่ชะลอลงของภาวะเศรษฐกิจภาคใต้ จะเห็นว่ามันชะลอลงด้วยตัวของมันเองอยู่แล้วจากการผลิตที่ลดลง จากยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลง ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและผู้บริโภคในประเทศเอง หรือคนภาคใต้เองก็บริโภคลดลง เพราะราคาสินค้าและค่าครองชีพปรับสูงขึ้น สะท้อนจากเงินเฟ้อทั่วไปซึ่งรวมราคาอาหารและพลังงานด้วยของภาคใต้เพิ่มขึ้นถึง 4.38% จากเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น 4.38%
พอเจอเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ของกลุ่มผู้ก่อการร้ายในใจกลางเมือง ก็เท่ากับว่ามาทำลายความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในพื้นที่ที่เป็นหัวใจของการค้าขาย การท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดหลักโดนตัดขาดทันที
เพราะคงไม่มีนักท่องเที่ยวรายใดกล้าเดินทางลงไปเที่ยวพักผ่อนเล่นในพื้นที่ที่เปี่ยมไปด้วยภัยอันตราย ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นมาตอนไหนและพื้นที่ใด
การขนส่งสินค้าเพื่อกระจายออกไปตามหัวเมืองต่างที่มีแนวโน้มชะลออยู่แล้วก็จะหนักเข้าไปอีก
อย่าลืมว่าหาดใหญ่คือศูนย์กลางในการกระจายสินค้าอุปโภค บริโภค บริษัท สหพัฒนพิบูล ยูนิลีเวอร์ ซีพี โคคาโคลา เทสโก้ โลตัส เบียร์ เหล้า ยา ยันสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มีที่พำนักพักก่อนกระจายลงสู่จังหวัด อำเภอ ตำบล ล้วนใช้หาดใหญ่เป็นศูนย์กระจายสินค้าแทบทั้งสิ้น
ในสถานการณ์ที่การก่อการร้ายบุกมาถึงเมืองหลวงภาคใต้เช่นนี้ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภาคใต้คงไม่ได้เห็นกันง่ายๆ
เพราะถ้าจะหวังพึ่งภาคการท่องเที่ยวจุดขายสำคัญของภาคใต้มาช่วยชดเชยรายได้ที่หดหายไปในภาคการเกษตร ประมง การบริโภคอุปโภค และอุตสาหกรรมอื่นๆ คงไม่ง่าย
เพราะหลังเหตุระเบิดหาดใหญ่จุดยุทธศาสตร์สำคัญของเศรษฐกิจภาคใต้แล้ว ยอดจองที่พักในเมืองหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงที่คาดกันว่าจะสูงถึง 1.25 หมื่นห้อง และปริมาณเงินที่คาดว่าจะสะพัดในงานสงกรานต์ปีนี้นั้น อาจไม่คึกคักอย่างที่คาดไว้ก่อนหน้านี้
หากรัฐบาลไม่มีกระบวนการในการจัดการด้านความปลอดภัย และหาสาเหตุของปัญหาและหาทางป้องกันที่ดี เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ปล่อยให้การท่องเที่ยวชะลอไปเรื่อยๆ การจ้างงานในธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของฝากในท้องถิ่น ฯลฯ คงต้องชะลอลงตาม
ภาคการเกษตร สวนยางพาราและสวนปาล์ม รวมถึงอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกก็คงใช้เวลาในอีกไม่นานก็คงเข้าสู่ภาวะซบเซา
เพราะคงไม่มีนักลงทุนรายใดกล้าลงทุนในพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยง และเมื่อภาคธุรกิจมีปัญหา การจ้างงานมีปัญหา สินค้าไม่ถูกขนส่งลำเลียงถึงแหล่งจำหน่าย การจับจ่ายใช้สอยคงหดตัวในระเวลาอีกไม่นาน
ในที่สุดภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจภาคใต้อาจจะไม่กระทบเฉพาะพื้นที่ 14 จังหวัด แต่อาจลุกลามไปฉุดเศรษฐกิจไทยทั้งประเทศให้ไม่สามารถเติบโตได้ที่ระดับ 5.7% ตามคาดการณ์ก็เป็นได้
ถ้ารัฐบาลฝ่ายความมั่นคงไม่ปรับบทบาทในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของหัวเมืองหลัก
ถ้างูกัดยังมีการสกัดมิให้พิษวิ่งเข้าสู่หัวใจฉันใด การดูแลรักษาเมืองหาดใหญ่ไว้มิให้ระคายจากการก่อการร้าย การวางระเบิด การซุ่มโจมตี ก็สำคัญเท่ากับการรักษาหัวใจเศรษฐกิจของภาคใต้ทั้งหมด
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องทำทุกมาตรการในการหยุดปฏิบัติการเช่นนี้มิให้เกิดขึ้นมาอีก ไม่เช่นนั้นต่อให้คนในพื้นที่รวมใจกันสู้วิกฤตแค่ไหน ปรากฏการณ์เมืองร้างจะเกิดขึ้นในหาดใหญ่ เช่นเดียวกับอำเภอรอบนอกและเมืองชั้นในของ จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาสแน่นอน







