
จับตาผลประโยชน์สุขภาพมาตรฐานเดียว
ปี 2544 พรรคไทยรักไทยภายใต้วิสัยทัศน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สั่นสะเทือนระบบสุขภาพด้วยการชูนโยบาย 30 บาท
โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ปี 2544 พรรคไทยรักไทยภายใต้วิสัยทัศน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สั่นสะเทือนระบบสุขภาพด้วยการชูนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งและสามารถซื้อใจประชาชนจนชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
นั่นเป็นครั้งแรกในการสร้างประวัติศาสตร์วงการสุขภาพ
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ประชานิยมที่จับต้องได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบ จากยุคร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลสู่ยุครักษาฟรีใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียว
แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ปฏิรูปยกเลิกระบบการร่วมจ่าย แต่ชัดเจนว่าพรรคไทยรักไทยได้รับการจารึกในฐานะผู้เปิดศักราชใหม่ในวงการสาธารณสุขไทย
การยกระดับคุณภาพการให้บริการในระบบบัตรทองอย่างต่อเนื่อง เกิดข้อเปรียบเทียบพุ่งตรงไปยังระบบประกันสุขภาพอื่น สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซึ่งมีผู้ประกันตนใช้สิทธิร่วม 10 ล้านคน ถูกตั้งคำถามเหตุใดชุดสิทธิประโยชน์ด้านรักษาพยาบาลถึงด้อยที่สุด
ขณะเดียวกัน ระบบสวัสดิการข้าราชการเริ่มถูกวิพากษ์อย่างหนักหน่วงขึ้น ด้วยการใช้งบประมาณกว่าปีละ 6 หมื่นล้านบาท ดูแลผู้ใช้สิทธิเพียง 5 ล้านคน
ระหว่างนั้น เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง พรรคเพื่อไทยได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งในปี 2554 กุมสภาพการนำของฝ่ายบริหารได้สำเร็จ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ระบบบัตรทองก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 2
ล่าสุด ในปี 2555 พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังสร้างประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง ...1 เม.ย.นี้ นำร่องโครงการ “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน” จุดเริ่มต้นของการลดความเหลื่อมล้ำในระบบประกันสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม
กล่าวได้ว่าชินวัตรผู้น้องที่สานต่อการเมืองให้พี่ชาย ได้สร้างประวัติศาสตร์แก่วงการสุขภาพอีกครั้ง
ย้อนกลับไปก่อนจะมีการเดินหน้านโยบายด้านสุขภาพของรัฐบาลชุดนี้ เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ได้นั่งหัวโต๊ะมอบนโยบายให้กับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ทั้งที่ไม่ได้เป็นประธานบอร์ด สปสช. นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ถึงกับระบุว่า “ตั้งแต่มีการประชุมคณะกรรมการ สปสช. นี่เป็นครั้งแรกที่มีนายกรัฐมนตรีเดินทางมามอบนโยบายด้วยตนเอง”
วันดังกล่าว นายกรัฐมนตรี ให้แนวทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพว่า จำเป็นต้องมีชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานสำหรับ 3 กองทุนสุขภาพ และเตรียมเรียกประชุมผู้บริหาร 3 กองทุน เพื่อดำเนินการ
การมอบนโยบายแก่ สปสช.ในครั้งนี้ สะท้อนนัยสำคัญเสมือนหนึ่งประกาศจุดยืนต่อสังคม ย้ำให้เห็นว่าการกลับมาครองอำนาจของพรรคไทยรักไทยเดิมในฐานะผู้ให้กำเนิดระบบบัตรทอง จะยังคงให้น้ำหนักกับนโยบายด้านสุขภาพต่อไป
กระทั่งวันที่ 20 ม.ค. 2555 ยิ่งลักษณ์ ประชุมผู้บริหาร 3 กองทุนเป็นครั้งแรก ให้กรอบการทำงานเพื่อบูรณาการ 3 กองทุนกรณี “เจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว” และให้ 3 กองทุนไปจัดทำรายละเอียดมานำเสนอ
2 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้บริหาร 3 กองทุน นำเสนอหลักการการจัดทำระบบเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว โดยเห็นควรให้โรงพยาบาลทุกแห่งรักษาผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินอย่างเต็มความสามารถ และไม่ต้องถามสิทธิประกันสุขภาพ
ยิ่งลักษณ์ รับหลักการและนำไปสู่การนั่งหัวโต๊ะเรียกประชุมคณะกรรมการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ ในวันที่ 13 มี.ค.
มติในวันนั้นเห็นชอบให้ผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศทั้งของรัฐและเอกชน สำหรับภาระค่ารักษาพยาบาลให้ 3 กองทุนสุขภาพรับผิดชอบภายหลัง และมอบหมายให้ สปสช.รับหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง (Clearing House) เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม ก่อนการเห็นชอบนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียวเพียง 1 วัน ปรากฏว่าวันที่ 12 มี.ค. มีการเคลื่อนไหวที่น่าจับตาเป็นพิเศษ ด้วยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เปิดให้ “นักธุรกิจบริษัทยาสหรัฐอเมริกา” เข้าพบ และกล่าวภายหลังว่าจะตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กับกลุ่มบริษัทยา เพื่อกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ให้อยู่ในระดับเหมาะสม
น่าสนใจเพราะที่ผ่านมาบริษัทยาสหรัฐได้เดินสายล็อบบี้รัฐบาลทั่วโลกใน 2 ลักษณะ คือ 1.เข้าพบรัฐบาลในสถานะสภานักธุรกิจอเมริกัน (เช่นเดียวกับการเข้าพบยิ่งลักษณ์) และ 2.ให้รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้เจรจาต่อรองภายใต้ข้อตกลงกรอบการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ
คำถามคือ หากบริษัทยาข้ามชาติเข้ามาอยู่ในกลไกการกำหนดราคากลางยาจริง การต่อรองราคายาก็จะถูกจำกัด อนาคตของผู้ป่วยย่อมแปรผันตามทิศทางและความเห็นของกลุ่มธุรกิจข้ามชาติ โดยมีรัฐบาลเป็นตราประทับความน่าเชื่อถือใช่หรือไม่
นอกจากนี้ หากย้อนกลับไปช่วงกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏวาทกรรม “ขบวนการล้มหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ขึ้น ภาคประชาชนในนามกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ระบุถึง ความพยายามของฝ่ายการเมืองที่จะแต่งตั้งคนใกล้ชิดซึ่งสามารถควบคุมได้ เข้าไปนั่งในตำแหน่งคณะกรรมการ สปสช. โดยเฉพาะกลุ่มทุน กลุ่มแพทย์โรงพยาบาลเอกชน ผู้ที่เกี่ยวโยงกับบริษัทยาข้ามชาติ
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าสนับสนุนนโยบายเมดิคัลฮับให้เกิดขึ้นในอนาคต
ขณะที่นโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ทั่วถึงทุกคน” แม้จะโดนใจผู้ป่วยเพราะจะไม่ถูกโรงพยาบาลปฏิเสธการรักษา แต่นโยบายนี้ก็เปิดโอกาสให้ “โรงพยาบาลเอกชน” ได้รับส่วนแบ่งทางการตลาดมากขึ้นด้วยเช่นกัน
เมื่อเชื่อมโยงความเคลื่อนไหวทั้งหมดเข้าด้วยกัน เกิดข้อเคลือบแคลงว่าในระยะยาวจะมีการผูกขาดผลประโยชน์ด้านสุขภาพไว้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่
นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียวนับเป็นก้าวแรกในการลดความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุข และเป็นผลงานที่พรรคเพื่อไทยควรได้รับคำชื่นชม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะต้องทำหลังจากนี้ คือ บูรณาการการรักษาโรคร้ายแรงที่มีค่าใช้จ่ายสูงให้เป็นมาตรฐานเดียวทั้งสามกองทุน พร้อมๆ กับดำเนินการนโยบายด้านนี้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างสูงสุด เพื่อลดข้อครหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน







