
เสียงข้างมากชะล่าใจ พท.เครียด!แพ้โหวต'ที่มา สสร.'
หลังจากล่าช้ามานานพอควรบวกกับสมัยประชุมนิติบัญญัติใกล้จะหมดลงในกลางเดือนเม.ย. ทำให้
หลังจากล่าช้ามานานพอควรบวกกับสมัยประชุมนิติบัญญัติใกล้จะหมดลงในกลางเดือนเม.ย. ทำให้
“สามารถ แก้วมีชัย” ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถูกคนในพรรคเพื่อไทยตำหนิเป็นระยะ เพราะมัวแต่เกรงใจฝ่ายค้าน ส่งผลให้การประชุม กมธ. เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา สามารถจึงหมายมั่นให้มีการลงมติประเด็นสำคัญที่ได้แขวนไว้ เพื่อให้การประชุมมีความคืบหน้า
แต่ผิดคาด นอกจากงานจะไม่เดินหน้าแล้ว ปรากฏว่า กมธ.เสียงข้างมากพรรคเพื่อไทยแพ้โหวตเสียงข้างน้อยของฝ่ายค้านอย่างไม่น่าให้อภัยกับความสะเพร่าในครั้งนี้
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ทันทีที่เปิดการประชุมประธาน กมธ.พยายามเร่งให้ กมธ.เริ่มลงมติในมาตรา 291/1 ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอเข้ามาให้ได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่กำหนดให้มาจากการ เลือกตั้งโดยตรงของประชาชน จังหวัดละ 1 คน และการคัดเลือกของที่ประชุมของรัฐสภาจำนวน 22 คน แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 6 คน รัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 6 คน ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน เศรษฐกิจ สังคม กฎหมายหรือการร่างรัฐธรรมนูญ 10 คน
ผลของการยกมือออกเสียง คือ 12 ต่อ 10 เสียง ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ซึ่งถือว่าเกิดขึ้นไม่บ่อยนักที่รัฐบาลแพ้โหวตฝ่ายค้าน ทั้งที่มีเสียงข้างมากอยู่ในมือ
ความผิดพลาดครั้งนี้ กมธ.พรรคเพื่อไทยคงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง เพราะต้องยอมรับว่า ระหว่างการลงมติ มี กมธ.จากพรรคเพื่อไทยหลายคนไม่อยู่ในห้องประชุม ส่วนหนึ่งเดินทางมาไม่ทัน เนื่องจากการประชุมรัฐสภาเมื่อคืนวานเลิกค่อนข้างดึก แม้บางคนอยู่ในห้องประชุมแต่ไม่ได้ออกเสียง เพราะมัวโทรศัพท์อยู่ อย่าง “จารุพรรณ กุลดิลก” สส.พรรคเพื่อไทย
แม้ต่อมา กมธ.พรรคเพื่อไทยที่เพิ่งเข้ามาในห้องประชุมจะขอลงคะแนนเพิ่มเติม แต่ได้รับการปฏิเสธจากประธาน กมธ.จากฝ่ายเพื่อไทยด้วยกัน โดยให้เหตุผลว่า “ลงมติไปแล้วคงไปลงเพิ่มไม่ได้ และใครที่ไม่เห็นด้วยก็ให้ไปสงวนคำแปรญัตติและไปให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ตัดสิน”
ขณะที่ “สามารถ” คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงเสียงตำหนิจากพวกเดียวกันได้ ที่รวบรัดให้ กมธ.เร่งลงมติมากเกินไป ทั้งที่ กมธ.ฝ่ายตัวเองยังไม่พร้อม แต่เพราะกลัวพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ทัน ทำให้ไม่ได้ตรวจสอบว่า มีเสียงข้าง มากก่อนลงมติหรือไม่ จนนำมาสู่ความผิดพลาดอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม กมธ.พรรคเพื่อไทยพยายามแก้เกม โดยเสนอคำแปรญัตติ หรือคำแก้ไขมาตรา 291/1 เข้ามาใหม่ เพื่อให้มีเนื้อหาเหมือนเนื้อหาในร่างแก้ไขของ ครม. ที่เพิ่งถูกตีตกไป แต่ กมธ.พรรคประชาธิปัตย์เรียงหน้าคัดค้าน เพราะเห็นว่าเป็นการเสนอคำแปรญัตติเพิ่มเติมจากเดิมที่อยู่แล้ว 9 ฉบับ ซึ่งไม่สามารถกระทำได้เพราะได้เลยขั้นตอนดังกล่าวมาแล้ว
จากประเด็นข้อพิพาทนี้เอง กลายเป็นชนวนให้บรรยากาศการประชุมดุเดือดขึ้น จน “ประธานสามารถ” แสดงสีหน้าเครียดอย่างเห็นได้ชัดขณะคุมการประชุม แต่เมื่อ กมธ.เพื่อไทยพยายามแก้ ก็ยิ่งถูกฝ่ายประชาธิปัตย์ตอบโต้ จึงสั่งปิดประชุมทันที
อารมณ์ของ กมธ.ประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยหลังการประชุมต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายแรก ถึงกับประกาศชัยชนะนอกห้องประชุม “วิรัช ร่มเย็น” สส.ระนอง กมธ.ยอมรับว่า “ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้มาก่อน เพราะพวกเราฝ่ายค้านรู้อยู่แล้วว่าโหวตยังไงก็แพ้ แต่พอชนะก็รู้สึกประหลาดใจเหมือนกัน”
ส่วนฝ่ายหลัง ไม่ต้องพูดถึงแทบเรียกได้ว่าหน้าบอกบุญไม่รับกันทีเดียว ออกอาการเซ็งพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย รับประทานอาหารกลางวันที่สภาเตรียมไว้ไม่ลง พร้อมกับนั่งจับเข่าคุยกับสามารถถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเจ้าตัวก็ขอรับความผิดไว้คนเดียว
สำหรับการแก้เกมของพรรคเพื่อไทยต่อจากนี้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน เปิดเผยว่า ได้เตรียมทางออกของเรื่องนี้เอาไว้ 2 แนวทาง คือ 1.เสนอญัตติให้ทบทวนการลงมติใหม่ เนื่องจากมีผู้ลงคะแนน 22 คน ทั้งที่องค์ประชุมต้องมีจำนวน 23 คน ตรงนี้อาจมีปัญหาเหมือนกับการเสนอกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 2.เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรคชาติไทยพัฒนาเข้ามาเพิ่มเติม โดยสามารถทำได้เพราะหลักการในร่างแก้ไขของทั้งสองพรรคสอดคล้องกับร่างแก้ไขของ ครม.
“ยอมรับว่าหากการแก้ไขที่มา ส.ส.ร.ไม่ตรงกับร่างของ ครม. จะทำให้ขัดกับหลักการที่เสนอแก้ไขมาตรา 291 และจะส่งผลกระทบกับร่างแก้ไขทั้งหมด เพราะสาระสำคัญของที่มา ส.ส.ร.มีความเชื่อมโยงกับกับทุกมาตราในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ”
โชคยังดีการแพ้โหวตของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ แค่โดนน็อกในชั้น กมธ. เพราะอย่างไรเสียในการโหวตวาระ 2 ในที่ประชุมรัฐสภายังแก้ตัวได้ เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากอยู่ ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นการเสียเหลี่ยมครั้งสำคัญของรัฐบาลที่ต้องจำใส่ใจเอาไว้ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการคุมเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก







