
ญี่ปุ่นอย่าพลาด
แต่ไหนแต่ไรความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับบรรดาเพื่อนบ้านในเอเชียจะอยู่ในลักษณะที่หมางเมิน
โดย...ธนพล ไชยภาษี
แต่ไหนแต่ไรความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับบรรดาเพื่อนบ้านในเอเชียจะอยู่ในลักษณะที่หมางเมิน อยู่ในลักษณะนายจ้างผู้ร่ำรวย กับลูกจ้างที่ยากจน เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศพัฒนาแล้วเพียงแห่งเดียวในเอเชีย นโยบายทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และต่างประเทศในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นจะอิงกับสหรัฐอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ ในฐานะที่เคยปกครองญี่ปุ่นมาก่อนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
แต่หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐเป็นต้นมา ประกอบกับเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ฝืดเคืองต่อเนื่องมาหลายปี และประจวบเหมาะกับเป็นช่วงเวลาที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเริ่มเอียงมาทางเอเชียมากขึ้น
หากจำกันได้ อดีตนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ผู้นำประเทศคนที่แล้วเคยบอกว่า จะเน้นนโยบายหันมาสร้างมิตรสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเอเชียมากขึ้น และก็เห็นได้จากการที่ญี่ปุ่นและจีนเริ่มจับมือเปิดทางการลงทุนในพันธบัตรของแต่ละฝ่าย ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดี
ทว่า ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามต่อไปว่า ญี่ปุ่นจะทำดีกับเพื่อนบ้านเอเชียไปได้สักกี่น้ำ ยิ่งในขณะนี้เป็นช่วงที่โลกกำลังสรรหาประธานธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คนใหม่ ที่จะมาแทนที่ โรเบิร์ต โซลลิก ที่จะพ้นตำแหน่งในกลางปีนี้ ซึ่งก็เริ่มเกิดประเด็นถกเถียงกันอย่างหนักว่าเก้าอี้นายใหญ่ของธนาคารโลกควรจะเลิกประเพณีเดิมที่จะต้องเป็นคนอเมริกันเสียที
ยุโรป และสหรัฐ ได้แบ่งสรรอำนาจควบคุมกิจการการเงินของโลกเบ็ดเสร็จมาเป็นสิบๆ ปีครั้ง โดยยุโรปจะควบคุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ผู้อำนวยการกี่คนๆ ก็ต้องเป็นคนจากยุโรป ส่วนสหรัฐก็จะครอบครองอำนาจในธนาคารโลก
แต่ในยุคนี้ ดังที่บอกเอาไว้ว่าเป็นคนของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ เป็นยุคของเอเชีย ที่เริ่มมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น สวนทางกับสหรัฐและยุโรปที่เริ่มฝ่อลงไป ก็เริ่มเกิดข้อเสนอว่า หัวเรือใหญ่ธนาคารโลกควรจะเป็นคนจากที่อื่นไม่ใช่คนอเมริกันได้แล้ว
คิดว่า ถ้าหากญี่ปุ่นซึ่งก็เป็นคนผิวเหลืองเหมือนกับคนเอเชีย ถ้าอยากจะซื้อใจเพื่อนบ้านสักนิด แต่ลึกซึ้งญี่ปุ่นน่าจะสนับสนุนคนจากเอเชียด้วยกัน ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งที่จะทำให้ญี่ปุ่นใกล้ชิดเอเชียมากขึ้น
แต่ก็น่าเสียดาย ที่ล่าสุดนั้นท่าทีจาก จุน อาซูมิ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นก็ยังเดินตามก้นสหรัฐอยู่เหมือนเดิม บอกว่าสหรัฐสนับสนุนใคร ญี่ปุ่นก็สนับสนุนคนนั้น ซึ่งล่าสุดสหรัฐเสนอชื่อ จิมยองคิม นายแพทย์ชาวอเมริกัน ลูกครึ่งเกาหลีสหรัฐ ขึ้นดำรงตำแหน่งนี้ครับ
มองดูแล้ว ขนาดสหรัฐเองก็พยายามลดแรงกดดัน ลดแรงเสียดทานจากประเทศเอเชีย ยังอุตส่าห์เสนอชื่อคนที่เป็นลูกครึ่งมีเชื้อสายเอเชียขึ้นดำรงตำแหน่งนี้ เหมือนกับว่า แม้จะเป็นคนอเมริกัน แต่ก็มีเลือดเอเชียอยู่ครึ่งหนึ่งเหมือนกัน
ทว่า สำหรับญี่ปุ่น แทนที่จะคว้าโอกาสซื้อใจ เสนอชื่อคนเอเชียด้วยกันอย่างเต็มที่ แต่ก็ดันเลือกที่จะตามรอยมะกันต่อๆ ไป เอเชียคงต้องหันมองญี่ปุ่นใหม่อีกครั้งละครับ
ว่าญี่ปุ่นจริงใจกับเอเชียมากแค่ไหนกันเชียว หรือที่ผ่านๆ มาเป็นเพียงแค่เอาใจเอเชียชั่วครู่ชั่วยาม







