
นักเศรษฐศาสตร์ไม้บรรทัด
...ชาติชัย พาราสุข
ตอนนี้ผมเบื่อการเมืองประเทศไทย เลยมานอนอ่านหนังสือเล่นที่ญี่ปุ่นอาทิตย์หนึ่ง ผมคิดว่าคำพิพากษาคดียึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีไม่ใช่จุดจบของปัญหา กลับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาเราได้ยินแต่เพลงโหมโรง แต่ยังไม่ได้ดูภาพยนตร์เสียที และยังไม่ทราบพล็อตเรื่องว่าจะเป็นหนังตลก หนังสงคราม หนังที่เริ่มต้นเศร้าแต่จบด้วย Happy Ending หรือจะเป็นหนังผี แต่วันนี้เราได้ทราบพล็อตเรื่องแล้ว ดังนั้นภาพยนตร์คงจะเริ่มฉายเร็วๆ นี้ เห็นว่าโปรแกรมเข้ากลางเดือน มี.ค.นี้
ที่ผมมีความเห็นเช่นนี้ เพราะมองว่าสาระสำคัญที่ศาลได้มีคำพิพากษามิใช่เรื่องยึดทรัพย์ แต่เป็นเรื่องที่อดีตนายกฯ บริหารประเทศด้วยความสุจริตหรือเปล่าต่างหาก ดังนั้นจะยึดทรัพย์เป็นจำนวนเท่าใดล้วนไม่ต่างกัน ด้วยศาลชี้ว่าอดีตนายกฯ มีความผิดจริง ใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตนเองจริง ที่สำคัญที่สุด รัฐได้รับความเสียหายจริง ดังนั้นจะมีคดีตามมาอีกหลายคดี ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง เพื่อเรียกร้องให้อดีตนายกฯ ชดใช้ความเสียหายแก่รัฐ รับประกันได้ว่าเงินสามหมื่นล้านบาทที่ไม่ได้ยึดไม่พอชดใช้ความเสียหายแน่
ตอนที่ศาลท่านอ่านคำพิพากษา ได้บอกถึงตัวเลขความเสียหาย รวมๆ กันน่าจะเกินแสนล้านบาท ปัญหาคดีความที่จะตามมาไม่ใช่เป็นเรื่องของอดีตนายกฯ ท่านเดียว แต่จะรวมถึงบุคคลที่ช่วยเอื้อประโยชน์ให้ท่านในคดีนั้นๆ ด้วย ก็ต้องรอดูนะครับว่าหนังจะเป็นอย่างไร บ่อยครั้งไปที่หนังตัวอย่างดูยิ่งใหญ่อลังการน่าตื่นเต้น แต่ดูหนังตัวจริงกลับห่วยแตก
เหตุผลเพราะเจ้าของเขาไม่ทุ่มทุนสร้างหรือได้ผู้กำกับและตัวแสดงที่ไม่เป็นเรื่อง
ว่าจะไม่เขียนเรื่องการเมืองแล้วเชียว ดันเขียนไปได้ เดี๋ยวหนังสือพิมพ์เขาก็เปลี่ยนชื่อคอลัมน์จาก
“เศรษฐกิจฉบับชาวบ้าน” เป็น “การเมืองฉบับชาวบ้าน” เสียหรอกอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมหงุดหงิดไม่แพ้กัน นั่นก็คือนักเศรษฐศาสตร์ เมื่อต้นปีที่แล้วยังพูดว่าเศรษฐกิจไทยจะล่มสลาย คนจะตกงานเป็นล้านคน วันนี้กลับลำ 360 องศา บอกว่าเศรษฐกิจไทยจะโชติช่วงชัชวาล อะไรๆ ก็ดีไปหมด การส่งออกก็ยอด การบริโภคภายในประเทศก็เยี่ยม
เดิมผมเรียกนักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้เล่นๆ ว่า นักเศรษฐศาสตร์สมัยนิยม (Fashionable Economist) คืออะไรที่เป็นกระแสนิยมหรือเป็นแฟชั่นในขณะนั้นเขาก็จะพูดอย่างนั้น
เช่น จีนจะเติบโตในระดับเลขสองหลัก ก็ออกมาบอกว่าจีนจะเป็นผู้นำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เอาอะไรมาพูด จีนเขาเติบโตได้เพราะการส่งออก หากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น แล้วจีนจะผลิตสินค้าไปขายใคร
แต่วันนี้ผมขอเปลี่ยนชื่อนักเศรษฐศาสตร์เหล่านั้นว่า
“นักเศรษฐศาสตร์ไม้บรรทัด” นักเศรษฐศาสตร์ประเภทนี้จะมองตัวเลขสถิติในปัจจุบัน เสร็จแล้วก็จะเอาไม้บรรทัดทาบเพื่อคาดการณ์อนาคต ถ้าตัวเลขปัจจุบันเป็นขาขึ้น เช่น ตัวเลขการส่งออกหรือตัวเลขยอดขายรถยนต์ เมื่อเอาไม้บรรทัดลงทาบเส้นกราฟของปัจจุบันแล้ว จะพบว่าตัวเลขเหล่านี้จะยิ่งดีขึ้นๆ ไปในอนาคต จึงรีบออกมาแถลงข่าวว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 4.5% ในปีนี้ และถ้าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ตัวเลขเหล่านี้ยิ่งดีกว่าปัจจุบันนี้อีก พอเอาไม้บรรทัดทาบเสร็จ ก็จะวิ่งแจ้นออกมาแถลงข่าวใหม่ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ถึง 5.5% ในปีนี้ ไม่เชื่อก็คอยดูซิในทางกลับกัน ถ้าตัวเลขสถิติเปลี่ยนทิศ พอเอาไม้บรรทัดทาบปุ๊บ ก็จะเจอว่าเศรษฐกิจเป็นขาลงทันที เพราะไม้บรรทัดมันห้อยหัวลง แล้วท่านนักเศรษฐศาสตร์ก็จะประกาศปรับประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจลดลง โดยอ้างเหตุผลจากที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากปัญหาหนี้สินของประเทศในแถบยุโรปใต้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่ช้ากว่าที่คาด และปัญหาการเมืองภายในประเทศ
ตกลงเป็นนักเศรษฐศาสตร์นั้นง่ายนิดเดียว พกไม้บรรทัดแท่งเดียวก็เป็นได้ ส่วนคำอธิบายพูดๆ ไปเถอะ คนฟังไม่รู้เรื่องหรอก
นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านคงโกรธผมจนหนวดสั่น เพราะท่านจะบอกว่าท่านมิได้พกไม้บรรทัด ท่านอุตส่าห์ร่ำเรียนมาจนถึงระดับปริญญาเอก ท่านใช้แบบจำลองทางเศรษฐกิจ (Econometric Models) ในการคาดการณ์เศรษฐกิจ แต่ท่านไม่รู้หรือว่าแบบจำลองที่ว่าคือไม้บรรทัดดีๆ นี่เอง
เพราะแบบจำลอง (ทุกแบบในโลก) จะใช้แนวโน้มในอดีตทำนายอนาคต ดังนั้นถ้าแนวโน้มในอดีตเป็นขาขึ้น แบบจำลองก็จะทำนายว่าอนาคตเป็นขาขึ้น และถ้าแนวโน้มในอดีตเป็นขาลง แบบจำลองก็จะทำนายว่าเป็นขาลง โธ่ ถ้าแบบจำลองเก่งจริง ทำไมไม่มีใครทำนายวิกฤตเศรษฐกิจโลกได้
แบบจำลองของสหรัฐอเมริกา ซึ่งน่าจะมีแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ที่ดีที่สุดในโลก บอกไม่ได้หรือว่าจะเกิดวิกฤตการเงินและปล่อยให้มีปัญหา SubPrime ได้อย่างไร
แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ในโลกมีอยู่ 3 แบบคือ Stochastic คือนำอดีตมาทำนายอนาคต ซึ่งก็คือไม้บรรทัดนั่นแหละ
Passive Learning คือเมื่อทำนายผิด เอาความผิดพลาดใส่กลับไปในแบบจำลอง เพื่อไม่ให้ทำนายผิดในเรื่องเดียวกันอีกในอนาคต และ Adaptive Learning คือมองไปในล่วงหน้าในอนาคตว่าจะมีอะไรทำให้ทำนายผิดในอนาคต แล้วแก้ไขเลย เช่น มองไปข้างหน้าว่า Greece และ Spain จะมีปัญหาเรื่องหนี้ และจะทำให้เศรษฐกิจยุโรปชะลอตัว แบบจำลองจะนำข้อมูลนี้มาแก้ไขการประมาณการเศรษฐกิจทันที ไม่ใช่ว่าเกิดเหตุการณ์แล้ว ค่อยทำนายใหม่ อันนั้นเป็น Stochastic
ผมไม่มีแบบจำลอง แต่ใช้แนวคิดแบบ Adaptive Learning มาใช้ในการคาดการณ์ คือก่อนที่จะคาดการณ์ ผมจะดูทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ประกอบกัน
อย่างเช่น ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นมากในปัจจุบัน ผมก็ถามตัวเองว่ามีเหตุอะไรในอดีตหรือที่ทำให้เกิดเช่นนั้น คำตอบหลักก็คือ (1) เป็นการฟื้นตัวจากความหวาดกลัว ซึ่งในระหว่างช่วงที่หวาดกลัวเกิดเหตุการณ์ 2 ประการ ประการแรกคือ อุตสาหกรรมชะลอการผลิต โดยการนำสินค้าคงคลังมาใช้ (DeStocking) ประการที่สองคือ ผู้บริโภคเลื่อนการบริโภค โดยเฉพาะสินค้าคงทน ทำให้เกิดความต้องการคงค้างในระบบ (Pentup Demand)
(2) การทุ่มงบประมาณของรัฐจากนโยบายการคลัง ทำให้เกิดความต้องการการบริโภค (เทียม) และ (3) สภาพคล่องที่มีมากจากนโยบายการเงิน ทำให้มีเม็ดเงินมาจับจ่ายใช้สอยเกินกว่าที่เหมาะสม
ตัวเลขเศรษฐกิจที่เห็นอยู่ในปัจจุบันจึงไม่ยั่งยืน จะเอาตัวเลขรายเดือนมาแล้วนำไม้บรรทัดมาทาบเพื่อบอกอนาคตไม่ได้ ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดตัวเลขในปัจจุบันจะหมดไป นั่นก็คือทั้ง ReStocking และ Pentup Demand ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว รวมทั้งการใช้นโยบายการเงินและการคลังอย่างสุดขั้วในที่สุดก็จะต้องชะลอตัว เพราะการกระตุ้นเกินขีดความสามารถของระบบเศรษฐกิจจะนำมาสู่ปัญหาเงินเฟ้อ
แล้วอนาคตล่ะ เป็นอย่างไร สำหรับผมดูไม่สดใสเลย โลกมีปัญหารออยู่มาก เหตุผลคือในระหว่างที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในรอบนี้ ไม่มีใครแก้ปัญหาที่แก่นเลย แม้แต่ประเทศไทยก็ไม่แก้ ถ้าเปรียบเหมือนยางรถยนต์ที่รั่ว แทนที่จะถอดล้อออกมาปะยาง กลับเติมลมเข้าไปเรื่อยๆ การกระทำเช่นนี้จะนำไปสู่
“ยางแตก”สรุปแล้ววันนี้ผมแค่อยากจะบอกท่านผู้อ่านว่าเวลานักเศรษฐศาสตร์เขาออกมาทำนายทายทักอะไรก็ฟังหูไว้หู เพราะเขาใช้
“ไม้บรรทัด” เป็นเครื่องมือในการทำนาย แต่ถ้าอยากจะอ่านคำทำนายของจริงละก็ ให้ติดตามคอลัมน์ของผมไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า







