posttoday
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับการศึกษา

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับการศึกษา

19 มีนาคม 2555

 

 

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่มีความใกล้ชิดและลึกซึ้งกว่าการทำความตกลงเปิดเสรีทางการค้า โดยการจัดตั้งเป็นเขตการค้าเสรี (Free Trade Area : FTA) ข้อตกลงที่เกิดขึ้นในกรอบ AEC นั้น ครอบคลุมสาขา ประเภทของธุรกิจ และประเด็นทางการค้าที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคบริการ รวมทั้งการเปิดให้ปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ทุน แรงงาน ทุนมนุษย์ (ทักษะ) เทคโนโลยี และแม้แต่ข้อมูลข่าวสาร (Information) ให้สามารถโอนย้ายระหว่างประเทศคู่ภาคี ทั้ง 10 ประเทศได้โดยปราศจากอุปสรรคและข้อจำกัด

ทั้งนี้ ที่ต้องหยิบยกเรื่องการศึกษามาพูดถึงและเชื่อมโยงกับ AEC เนื่องจากการศึกษาจะมีบทบาทอย่างมากต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการทำความตกลง AEC อย่างน้อยใน 2 ประเด็นที่อยากจะกล่าวถึง คือ 1) การศึกษาเป็นสาขาในภาคบริการหนึ่งที่มีการเจรจาในกรอบ AEC เพื่อให้มีการเปิดเสรี และ 2) การเข้าร่วมทำความตกลง AEC ของไทย ทำให้มีความจำเป็นอย่างมากที่ไทยจะต้องยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจ โดยการพัฒนาผลิตภาพ (Productivity) ของปัจจัยการผลิตภายในประเทศ ซึ่งการศึกษาจะเป็นหัวใจสำคัญในกระบวนการดังกล่าว

มีงานศึกษาวิจัยหลายชิ้นวิเคราะห์ว่า การเปิดเสรีสาขาบริการการศึกษาของไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการศึกษาของประเทศให้ชัดเจนว่าประเทศต้องการบรรลุเป้าหมายในการยกระดับการศึกษาของประเทศอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเราน่าจะมีเป้าหมายที่จะเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงบริการการศึกษาที่มีคุณภาพดีได้ในราคาที่เหมาะสมและมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน เราคงจะต้องคิดกันว่าทำอย่างไรจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ในภาคบริการการศึกษาในประเทศไทยให้ได้มากที่สุด

สิ่งที่ไม่อยากเห็นจากการวิเคราะห์เพื่อประเมินว่าประเทศไทยควรเปิดเสรีด้านบริการการศึกษา คือ การคิดในทำนองว่า ทำอย่างไรบริการการศึกษาในประเทศไทยจะมีราคาต่ำลงหรือต่ำที่สุด และแนวความคิดในการเปิดเสรีบริการการศึกษาที่อิงอยู่กับการวิเคราะห์ว่าผู้ให้บริการการศึกษาในประเทศไทยจะแข่งขันกับผู้ให้บริการการศึกษาจากต่างประเทศได้หรือไม่ เพราะแท้จริงแล้วแนวความคิดในทำนองนี้จะเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อโอกาสในการเข้าถึงบริการการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน

ไม่ต้องกังวลแทนนักวิชาการอย่างพวกผมจนมากเกินไปว่าจะตกงาน เมื่อเราไปเปิดให้อาจารย์หรือนักวิชาการจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันในประเทศไทย เพราะถ้าเราไม่สามารถให้บริการทางวิชาการได้ดีเทียบเท่ากับนักวิชาการจากต่างประเทศ ผู้รับบริการการศึกษาในประเทศไทยก็สมควรจะได้รับบริการการศึกษาจากผู้ให้บริการการศึกษาที่ดีกว่า

และไม่ต้องกังวลมากว่าโรงเรียนหรือสถานให้บริการการศึกษาของไทยจะต้องปิดตัวลงเพราะเสียเปรียบในด้านโน้นด้านนี้จนทำให้แข่งขันไม่ได้ เพราะเราคงไม่อยากคุ้มครองสถานบริการการศึกษาที่แข่งขันไม่ได้เหล่านั้นด้วยโอกาสที่จะเข้าถึงบริการการศึกษาที่มีคุณภาพดีกว่าของคนไทย

สัมพันธ์กับประเด็นที่กล่าวถึงข้างต้น คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้าร่วมในกรอบความตกลง AEC ย่อมทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น แนวทางหนึ่งในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการแข่งขันที่สูงขึ้นนี้คือ การยกระดับผลิตภาพของปัจจัยการผลิตภายในประเทศให้สูงขึ้น งานศึกษาวิจัยหลายชิ้นได้แสดงให้เห็นแล้วว่าระบบเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยประชากรที่มีระดับการศึกษาสูงกว่า จะเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีระดับการพัฒนามากกว่า และมีคุณภาพชีวิต (Quality of Life) และมาตรฐานการครองชีพ (Standard of Living) ที่ดีกว่า รวมถึงมีศักยภาพในการแข่งขันที่สูงกว่า ดังนั้นการทำให้ประชากรในระบบเศรษฐกิจนั้นได้รับการศึกษาสูงขึ้น ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพมากขึ้น ได้รับการฝึกอบรมที่ดี จะเป็นการเพิ่มทักษะ (Skills) ของแรงงานในระบบเศรษฐกิจ

เพื่อให้ระบบการศึกษาของประเทศสามารถส่งมอบ (Deliver) สิ่งที่เราคาดหวังในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มาตรการภายในประเทศในการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษาของประเทศจึงมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดเสรีภายใต้กรอบ AEC ที่ต้องให้ความสำคัญกับมาตรการเหล่านี้ เนื่องจากโอกาสในการเข้าถึงบริการการศึกษาที่ดีมีคุณภาพของไทยในปัจจุบันยังมีความแตกต่างและจำกัดเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้เพียงพอเท่านั้น ในขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อผลักให้ต้นทุนในการให้บริการการศึกษาต้องขยับเพิ่มขึ้นด้วย แรงงานหรือประชากรภายในประเทศในกลุ่มที่มีรายได้น้อยยังไม่สามารถที่จะเข้าถึงบริการการศึกษาและการพัฒนาทักษะฝีมือที่มีคุณภาพได้

ถ้าจำนวนคนที่ตกอยู่ในกลุ่มนี้มีมากขึ้น หรือแม้แต่การที่ประชากรในกลุ่มที่มีรายได้พอที่จะใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและยกระดับทักษะได้ กลับตัดสินใจที่จะไม่ใช้จ่ายเพื่อการศึกษา การเพิ่มขึ้นของแรงงานหรือประชากรในกลุ่มนี้ก็จะเป็นภาระต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยทั้งทางด้านการค้าและการลงทุน

เมื่อพิจารณามาตรการอุดหนุนด้านการศึกษาที่ประเทศไทยมีการดำเนินการอยู่ ก็จะพบว่าเรามีมาตรการในการสนับสนุนทางด้านการศึกษาหลายมาตรการด้วยกัน แต่ที่ขาดหายไปหรือมีการทำน้อยไป หรือให้ความสำคัญน้อยไป มาตรการหนึ่งคือ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเป็นมาตรการที่มีแนวทางในการดำเนินการที่ดีและมีประสิทธิภาพ คือ เป็นการอุดหนุนทางด้านอุปสงค์ การให้การอุดหนุนในลักษณะนี้เป็นการช่วยเหลือโดยตรงไปยังผู้ที่มีความต้องการและเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากบริการการศึกษาโดยตรง ผู้รับบริการการศึกษา (ผู้กู้) มีโอกาสเลือกเรียนในสาขาวิชาที่ตนสนใจ หรือในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาการผลิตบุคลากรไม่ตรงกับสาขาความต้องการได้ด้วย (Mismatching) นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้มีโอกาสพัฒนาทักษะเพื่อยกระดับความสามารถ ผลิตภาพ และรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

ดังนั้น ถ้าจะมองว่ามาตรการแบบ กยศ. เป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดเสรีภายใต้กรอบ AEC ก็จะน่าสนใจอยู่ไม่น้อย และน่าจะเป็นมาตรการที่ให้ประโยชน์ในแง่ของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (ทางด้านทุนมนุษย์) หรือการพัฒนา “Soft Infrastructure” ได้ไม่แพ้มาตรการเร่งรัดทั้งหลายในการพัฒนาระบบจัดการน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมต่างๆ ที่ภาครัฐเทงบประมาณไปในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่างบประมาณที่ใช้ไปในส่วนใดจะมีความคุ้มค่ามากกว่ากัน?

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน