
ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญยุติธรรม
ในปัจจุบันปริมาณงานตุลาการและงานธุรการคดีของศาลยุติธรรมได้เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ แต่ผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลงานของศาลยุติธรรมในส่วนภูมิภาคมีเพียงคนเดียว คือ อธิบดีผู้พิพากษาภาค และไม่มีผู้ช่วยปฏิบัติราชการ ทำให้ราชการของศาลยุติธรรมไม่อาจดำเนินไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และปริมาณคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ทำให้การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นมีความล่าช้ากระทบต่อการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนและคู่ความในคดี
ในปัจจุบันปริมาณงานตุลาการและงานธุรการคดีของศาลยุติธรรมได้เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ แต่ผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลงานของศาลยุติธรรมในส่วนภูมิภาคมีเพียงคนเดียว คือ อธิบดีผู้พิพากษาภาค และไม่มีผู้ช่วยปฏิบัติราชการ ทำให้ราชการของศาลยุติธรรมไม่อาจดำเนินไปด้วยความสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และปริมาณคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาในการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น ทำให้การพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นมีความล่าช้ากระทบต่อการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนและคู่ความในคดี
ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการคดีและการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมจะได้เป็นไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ในการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนและสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 197 ที่กำหนดให้ผู้พิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญ ที่ให้สิทธิแก่บุคคลในกระบวนการยุติธรรมเป็นไปโดยง่าย สะดวก ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรมและทั่วถึง อีกด้วย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม โดยในการแก้ไขการกำหนดตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค และอำนาจหน้าที่ของอธิบดีผู้พิพากษาภาคและรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้นเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเดิม ซึ่งในขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบจากวุฒิสภาแล้ว กำลังอยู่ระหว่างการนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อมีผลบังคับใช้ต่อไป
สาระสำคัญในการแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ก็คือการเพิ่มตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค เนื่องจากพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 13 กำหนดให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ภาคละ 1 คน โดยไม่ได้กำหนดให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาไว้ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการบริหารราชการเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงมีความจำเป็นต้องเสนอแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรมโดยกำหนดให้มีตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคภาคละ 3 คน
ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ทางราชการ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมโดยความเห็นชอบของประธานศาลฎีกาจะกำหนดให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมากกว่า 3 คน แต่ไม่เกิน 6 คนก็ได้ กล่าวคือ ต้องมีจำนวนรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคที่เพิ่มขึ้นถึง 2754 คน ซึ่งผู้ที่จะมาเป็นรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมาจากผู้พิพากษาระดับ 4 ซึ่งก็คือ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงอาจทำให้เกิดปัญหาจำนวนผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ไม่พอเพียงได้กับภารกิจในการทำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ แม้การกำหนดจำนวนรองอธิบดีผู้พิพากษาในบางศาลซึ่งประกอบไปด้วย ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลอาญาธนบุรีไว้ศาลละ 1 คน และถึงในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในทางราชการ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม โดยความเห็นชอบของประธานศาลฎีกาจะกำหนดให้มีรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมากกว่า 1 คน แต่ก็ไม่เกิน 3 คน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีจำนวนที่น้อยกว่าจำนวนรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ทั้งนี้เพราะจำนวนจังหวัดต่างๆ ที่อยู่ในเขตอำนาจศาลในแต่ละภาคประกอบไปด้วยหลายจังหวัด จึงมีเขตอำนาจศาลที่กว้างกว่า จำเป็นที่จะต้องมีรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคที่มากกว่าตามไปด้วยเพื่อความเหมาะสม
นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาภาคและรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 14, 28 และ 29 เพื่อให้การบริหารราชการศาลยุติธรรมและการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมมีความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อกำหนดอำนาจของรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคโดยให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 11 ของพระธรรมนูญศาลยุติธรรมด้วย และให้มีหน้าที่ช่วยอธิบดีผู้พิพากษาภาคตามที่ได้รับมอบหมาย
ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ในระหว่างการพิจารณาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะนั่งพิจารณาคดีต่อไป ให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจนั่งพิจารณาคดีแทนผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นได้ รวมถึงแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อกำหนดอำนาจของรองอธิบดีผู้พิพากษาภาค โดยกำหนดให้ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ในระหว่างการทำคำพิพากษาคดีใดที่อยู่ในศาลชั้นต้น ทำให้ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นไม่อาจจะทำคำพิพากษาในคดีต่อไปได้ ให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจลงลายมือชื่อทำคำพิพากษาแทนผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนั้นตลอดจนมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้ หลังจากได้ตรวจสำนวนคดีนั้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในการเพิ่มตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคนี้ ยังคงไว้ซึ่งหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษาอยู่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 197 เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมที่สุด
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าแนวทางที่สามารถแก้ไขปัญหาการพิจารณาคดีล่าช้าประการหนึ่งนอกจากการเพิ่มตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคดังกล่าวแล้ว คือ การเพิ่มจำนวนผู้พิพากษาให้เพียงพอแก่ปริมาณคดีที่เพิ่มมากขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการคัดเลือกเพื่อให้ได้ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาดำรงตำแหน่ง และรวมตลอดถึงในการกำหนดจำนวนรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคควรที่จะพิจารณาถึงปริมาณคดีที่เข้ามาในแต่ละศาลจังหวัดด้วย เนื่องจากจำนวนของศาลจังหวัดตั้งแต่ภาค 1 ถึงภาค 9 มีจำนวนที่หลากหลายจึงทำให้มีขนาดของเขตอำนาจศาลที่แตกต่างกันไป
ผู้เขียนจึงมีข้อสังเกตว่าในการกำหนดจำนวนของรองอธิบดีผู้พิพากษาในแต่ละภาคควรที่จะพิจารณาถึงขนาดจังหวัดของเขตอำนาจศาลและปริมาณคดีที่เข้ามาด้วย เพราะอาจมีจำนวนรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคที่มากเกินความจำเป็นในแต่ละภาคได้
นอกจากนี้ ศาลก็ควรหาวิธีการอื่นที่เหมาะสมมาใช้เพื่อให้ปริมาณคดีที่มาสู่ศาลลดจำนวนลงเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ซึ่งทั้งนี้ต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรม ความเป็นธรรมต่อคู่ความ การไม่เลือกปฏิบัติ และหลักความเสมอภาคเพื่อประโยชน์ต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวม เช่น การสนับสนุนให้มีการไกล่เกลี่ยระหว่างคู่ความเพื่อไม่ให้เป็นความกันต่อไปในชั้นศาล ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ลดปริมาณคดีที่มาสู่ศาลได้อีกทางหนึ่ง รวมไปถึงปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ซึ่งแนวทางที่อาจจะแก้ไขหรือลดปัญหาความรุนแรงและสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ได้ โดยส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมโดยให้เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น รวมถึงทั้งในส่วนของผู้พิพากษาเองที่จะเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าวก็ควรที่จะมีความเข้าใจในศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของประชาชนในพื้นที่ เพื่อผู้พิพากษาก็จะสามารถปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับวิถีชีวิต
ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นควรกับการแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าการกำหนดตำแหน่งรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคเพิ่มเติมนี้เป็นเพียงแนวทางหนึ่งในการทำให้ประชาชนจะได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างโดยสะดวกและรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะการบริหารจัดการคดีของศาลจะได้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงประชาชนจะได้รับประโยชน์ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรมมากขึ้นอีกด้วย







