
ต้องแก้ที่กลไกราคา
ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงจนชาวบ้านเดือดร้อนกันไปทั่ว
การกระโดดออกมานั่งหัวโต๊ะของนายกรัฐมนตรีในรอบนี้จึงได้คะแนนจากประชาชนไปเต็มๆ หลังจากที่ชาวบ้านร้องกันระงม เพราะหน่วยงานของรัฐและรัฐมนตรีที่กำกับดูแลในเรื่องกลไกราคาสินค้าและราคาพลังงานต่างมะงุมมะงาหรากับการศึกษางานจนลืมนึกถึงกระบวนการทำงานทางนโยบายในการสร้างสมดุลของต้นทุนที่แท้จริงกับการแสวงหากำไรของผู้ประกอบการธุรกิจ
การตัดสินใจสั่งการให้รัฐมนตรีพาณิชย์ที่ดูแลเรื่องราคาไปเจาะวิเคราะห์ตั้งแต่ต้นทางราคาวัตถุดิบจนถึงปลายทางที่ผลิตเป็นอาหารว่ามีปัญหาตรงไหนเพื่อแก้ให้ตรงจุดนั้น ก็ต้องถือว่านายกรัฐมนตรีจำแนกกระบวนการทำงานที่ถูกต้องตรงประเด็น
เพียงแค่นั้นยังไม่พอ สถานการณ์ในขณะนี้นายกรัฐมนตรีจะต้องนั่งหัวโต๊ะบัญชาการในเรื่องของแพงทั้งแผ่นดินไประยะหนึ่ง เพื่อแสดงถึงความจริงจังในการแก้ปัญหาในเรื่องกลไกราคาให้เข้าสู่จุดสมดุล ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำงานให้บรรลุเป้าหมาย
นายกรัฐมนตรีต้องไม่ทิ้งภารกิจนี้ลงทันทีหลังการประชุมเสร็จสิ้นแล้วค่อยตามงานต่อไปเหมือนที่เคยทำมาในอดีต
เนื่องเพราะในภาวะปัจจุบันนั้น ต้องยอมรับประเทศไทยขาดซึ่งการกำกับดูแลความสมดุลของต้นทุนที่แท้จริงกับส่วนต่างกำไรที่ควรจะเป็น และไม่มีหน่วยงานใด รัฐบาลใดเอาใจใส่ในการแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
ผลที่ตามมาคือ ทุกหน่วยงานล้วนยกเหตุและผลทางด้านกลไกราคา กลไกตลาดมาเป็นแพะรับบาป ในยามที่ไม่สามารถแก้ปัญหาราคาข้าวของที่แพงขึ้นอย่างน่าตกใจ
การสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เจาะลึก พิเคราะห์ลงไปในเรื่องต้นทุนที่แท้จริงของสินค้าของนายกรัฐมนตรี จึงน่าจะเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งในกระบวนการสร้างจุดสมดุลของราคา และสามารถหาข้อมูลมากำหนดกติกาในการทำให้กลไกราคาทำงานได้อย่างสมบูรณ์
ไม่ใช่ปล่อยให้บริษัทน้ำมันขึ้นราคาน้ำมันครั้งละ 60 สตางค์ แต่ในเวลาที่ลดราคาลงมาแต่ละครั้งกลับลดลงครั้งละ 40-50 สตางค์ หรือปล่อยให้สินค้าขึ้นราคาโดยอ้างว่ามีต้นทุนที่สูงขึ้น แต่เมื่อต้นทุนลดลงผู้ประกอบการกลับไร้ซึ่งการปรับลดราคาลงมาให้กับผู้บริโภคเกิดขึ้นอยู่เรื่อยไป โดยที่คณะกรรมการสารพัดที่รัฐจัดตั้งขึ้นมากำกับดูแลไร้ซึ่งประสิทธิภาพในการกำกับ สั่งการให้ผู้ประกอบการทำให้กลไกราคามีผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติได้
การปล่อยปละละเลยให้ระดับราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นจนไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จนพฤติกรรมการแสวงหากำไรที่เกินกว่าปกติเกิดขึ้นมาอย่างยาวนานล้วนสะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการของภาครัฐ
ถึงเวลาที่รัฐบาลเสียงข้างมากที่มาจากคนระดับรากหญ้าจะต้องสะสางปัญหานี้ หากรัฐบาลนี้สามารถใช้จุดแข็งในอำนาจทางการเมืองเข้าไปแก้ไขกลไกตลาดที่พิกลพิการให้บรรลุผล เชื่อว่าคนไทยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลก็จะแข็งแรงดุจผนังทองแดงกำแพงเหล็กจนยากที่ใครหน้าไหนจะสั่นคลอน







