
ไตรรงค์จ้องงับคลังหลวง
โพสต์ทูเดย์
— รัฐบาล ปชป. เล่นกับไฟ “ไตรรงค์” สั่งรวมบัญชี ธปท. อ้างง่ายต่อการบริหารงาน สะสางหนี้กองทุนฯ ลดงบปีละ 67 หมื่นล้านนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังไปหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการรวมบัญชีรายรับรายจ่ายของ ธปท. ให้เหลือเพียงแค่บัญชีเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารงานเชิงนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะการรับรู้รายรับรายจ่ายว่ามีเงินอยู่เท่าไร สามารถนำไปใช้ลงทุนได้ส่วนไหนบ้าง
นายไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท. มีบัญชีอยู่ 3 บัญชีด้วยกัน ขณะที่ต่างประเทศมีบัญชีเดียว ไทยประเทศเดียวในโลกที่มีระบบบัญชีแบบนี้ ทำให้ไม่สามารถนำเงินมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ทั้งๆ ที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่มาก
ขณะที่ปัจจุบันรัฐบาลเป็นหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอยู่ 1.4 ล้านล้านบาท แต่ละปีไม่มีเงินใช้ต้องตั้งงบประมาณไปชำระดอกเบี้ย ชาติไหนจะใช้หนี้คืนหมด แต่ถ้ามีเงินก็สามารถเอาไปใช้คืนเงินต้นได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระรัฐบาล และจะมีเงินมาใช้ในการลงทุน จึงต้องมีการทบทวนในเรื่องนี้แล้ว
“
ผมกับนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้หารือกันมา 23 สัปดาห์แล้ว และเพื่อให้เกิดความชัดเจนได้มอบให้นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. ไปหารือทำความเข้าใจกับหลวงตา มหาบัวด้วย” นายไตรรงค์ กล่าวแหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า แนวทางที่กระทรวงการคลังเสนอคือให้แก้ไข พ.ร.บ.เงินตรา ให้อำนาจ ธปท. บริหารเงินทุนสำรองของประเทศได้มีประสิทธิ ภาพมากขึ้น รวมถึงให้รวมบัญชีต่างๆ ของ ธปท. เข้าด้วยกัน เพื่อให้กำไรหรือดอกผลอยู่ในบัญชีเดียว สามารถนำไปชำระเงินต้นเงินกู้ได้ จากที่ปัจจุบันกฎหมายกำหนดไว้เฉพาะว่าการชำระเงินต้นต้องมาจากบัญชีไหน แต่ในบัญชีนั้นไม่มีกำไร ทำให้ชำระเงินต้นไม่ได้ รัฐบาลต้องแบกภาระตั้งงบประมาณปีละ 67 หมื่นล้านบาท ไปจ่ายหนี้นานกว่า 19 ปี หากเห็นพ้องก็จะตั้งกรรมการศึกษาร่วมกัน
สำหรับหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 1.13 ล้านล้านบาท ต้องใช้เงินงบประมาณในการชำระดอกเบี้ยปีละ 67 หมื่นล้านบาทส่วน FIDF2 ได้มีการชำระเงินต้นหมดไปแล้ว
ว่า นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้หารือกับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ถึงแนวทางการแก้ไขหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ โดยประกอบด้วย 2 แนวทางหลัก คือ การลดภาระดอกเบี้ย และ การลดภาระเงินต้น โดยจะมีการหารือกรอบการแก้ไขกับผู้บริการ ธปท. หากเห็นตรงกัน ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างคลังกับ ธปท. เพื่อศึกษาลงรายเอียดให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติได้จริงต่อไป
แหล่งข่าว กล่าวว่า แนวทางการลดภาระดอกเบี้ย คลังจะเสนอแนวทางออกพันธบัตรดอกเบี้ย 0% ขายให้กับ ธปท. เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูทั้งหมด แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ธปท. จะยอมหรือไม่
“ไตรรงค์” ธปท.ชี้รวมบัญชีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศได้ก็ต่อเมื่อแก้กฎหมายผ่านสภาเท่านั้น
แหล่งข่าวจากผู้บริหารสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จริงๆในเรื่องการให้นโยบายผู้ว่าธปท.รวมบัญชีเงินทุนสำรองจากปัจจุบันที่มี 3 บัญชี ให้เหลือเพียง 1 บัญชี ตามที่ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ระบุหรือไม่นั้น ธปท.ยังไม่ทราบเรื่อง แต่ตามหลักปฎิบัติหากจะเปลี่ยนแลงการใช้เงิน การถือเงิน เปลี่ยนบัญชี หรือกระทำการใดๆกับเงินทุนสำรองระหง่างประเทศจะสามารถทำได้กรณีเดียวเท่านั้นคือ มีกฎหมายกำหนด มีการแก้ไขพ.ร.บ.ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันผ่านสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ดังนั้นใครไปเปลี่ยนแปลงจากกฎหมายระบุไว้ถือว่ากระทำผิดกฎหมาย
“
ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครเปลี่ยนแปลงแนวทางการปฏิบัติที่เป้นอยู่ในปัจจุบันได้ ไม่ว่าคลัง หรือธปท.” แหล่งข่าวสายตลาดการเงินระบุนอกจากนี้ แหล่งขาวรายเดิม ยังเปิดเผยถึงเรื่องที่นายไตรรงค์ กล่าวถึงบัญชีเงินเงินแผ่นดินหมายถึงบัญชีในส่วนใดของ ธปท. ที่รัฐบาลจะนำเงิน จากการยึดทรัพย์บางส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มาฝากไว้ เพราะตามปกติแล้ว ธปท.จะมีบัญชีเงินฝากของรัฐบาลที่ฝากไว้ที่ ธปท. ซึ่งส่วนนั้นเป็นเงินของรัฐบาล ไม่ใช่เงิน ธปท. แต่ธปท.เป็นผู้รับฝากเท่านั้น หากรัฐบาลต้องการใช้ก็สามารถเบิกใช้ได้
ทั้งนี้ ในกรณีของทุนสำรองทางการะหว่างประเทศนั้น ตามปกติแล้วเงินทุนสำรองทางการเกือบทั้งหมดจะเป็นเงินตราต่างประเทศ ที่เหลือเป็นทองคำ และพันธบัตรรัฐบาลบ้าง ดังนั้น หากเงินที่ยึดมาจากอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเงินบาท ก็ไม่ควร หรือไม่จำเป็นที่จะต้องแลกเป็นเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำมาฝากไว้ในทุนสำรองทางการระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นบัญชี 1 หรือบัญชี 2 ก็ตาม
โดยปัจจุบันกระทรวงการคลังมีภาระที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยในส่วนของกองทุนฟื้นฟูฯประมาณปีละกว่า 56 หมื่นล้านบาท ขณะที่หนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯมีมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาททำให้กลายเป็นภาระของรัฐบาล ที่ต้องชำระหนี้ก้อนดังกล่าว
ดังนั้นจึงมีการเสนอให้แก้ไขใน 2 ประเด็น คือ 1.ให้ลดภาระเงินต้นที่สูงอยู่ในปัจจุบันประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท โดยการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับของธนาคารแห่งประเทศไทย อาทิ พรบ.แบงก์ชาติ พรบ.เงินตรา ซึ่งมีการเสนอทั้งเรื่องของการรวมบัญชี และการใช้ทุนสำรองในการล้างหนี้ดังกล่าว
ส่วนประเด็นที่สองคือ การลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของคลังปีละ 56 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรณีนี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้เสนอให้แบงก์ชาติซื้อพันธบัตรของคลัง หรือซีโร่บอนด์แบบไม่จ่ายดอกเบี้ย จนกว่าจะครบอายุไถ่ถอน ซึ่งเงินที่รัฐไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยไปแต่ละปีจะสามารถนำมาพัฒนาประเทศได้
แหล่งข่าว กล่าวเพิ่มเติมว่ากรณีนี้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง และนายกรัฐมนตรีได้หารือกับแบงก์ชาติมา 23 ครั้งแล้ว และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเร็วๆ นี้
โดยก่อนหน้านี้รัฐมีแผนแก้ไขพรบ.เงินตรา เพื่อดึงเงินผลประโยชน์ จากบัญชีผลประโยชน์ประจำปี ที่อยู่ในฝ่ายออกบัตร มาใช้ชำระหนี้เงินต้น ในแต่ละปีของ FIDF2 และ 3โดยสามารถนำมาใช้ทุกปี เป็นเวลา 19 ปี ซึ่งคาดว่าหนี้จำนวนดังกล่าวจะสามารถชำระได้หมด







