posttoday
ไตรรงค์จ้องงับคลังหลวง

ไตรรงค์จ้องงับคลังหลวง

05 มีนาคม 2553

โพสต์ทูเดย์ — รัฐบาล ปชป. เล่นกับไฟ “ไตรรงค์” สั่งรวมบัญชี ธปท. อ้างง่ายต่อการบริหารงาน สะสางหนี้กองทุนฯ ลดงบปีละ 67 หมื่นล้าน

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังไปหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการรวมบัญชีรายรับรายจ่ายของ ธปท. ให้เหลือเพียงแค่บัญชีเดียว เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารงานเชิงนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะการรับรู้รายรับรายจ่ายว่ามีเงินอยู่เท่าไร สามารถนำไปใช้ลงทุนได้ส่วนไหนบ้าง

นายไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท. มีบัญชีอยู่ 3 บัญชีด้วยกัน ขณะที่ต่างประเทศมีบัญชีเดียว ไทยประเทศเดียวในโลกที่มีระบบบัญชีแบบนี้ ทำให้ไม่สามารถนำเงินมาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ทั้งๆ ที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่มาก

ขณะที่ปัจจุบันรัฐบาลเป็นหนี้ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินอยู่ 1.4 ล้านล้านบาท แต่ละปีไม่มีเงินใช้ต้องตั้งงบประมาณไปชำระดอกเบี้ย ชาติไหนจะใช้หนี้คืนหมด แต่ถ้ามีเงินก็สามารถเอาไปใช้คืนเงินต้นได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระรัฐบาล และจะมีเงินมาใช้ในการลงทุน จึงต้องมีการทบทวนในเรื่องนี้แล้ว

“ผมกับนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้หารือกันมา 23 สัปดาห์แล้ว และเพื่อให้เกิดความชัดเจนได้มอบให้นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. ไปหารือทำความเข้าใจกับหลวงตา มหาบัวด้วย” นายไตรรงค์ กล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า แนวทางที่กระทรวงการคลังเสนอคือให้แก้ไข พ.ร.บ.เงินตรา ให้อำนาจ ธปท. บริหารเงินทุนสำรองของประเทศได้มีประสิทธิ ภาพมากขึ้น รวมถึงให้รวมบัญชีต่างๆ ของ ธปท. เข้าด้วยกัน เพื่อให้กำไรหรือดอกผลอยู่ในบัญชีเดียว สามารถนำไปชำระเงินต้นเงินกู้ได้ จากที่ปัจจุบันกฎหมายกำหนดไว้เฉพาะว่าการชำระเงินต้นต้องมาจากบัญชีไหน แต่ในบัญชีนั้นไม่มีกำไร ทำให้ชำระเงินต้นไม่ได้ รัฐบาลต้องแบกภาระตั้งงบประมาณปีละ 67 หมื่นล้านบาท ไปจ่ายหนี้นานกว่า 19 ปี หากเห็นพ้องก็จะตั้งกรรมการศึกษาร่วมกัน

สำหรับหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 1.13 ล้านล้านบาท ต้องใช้เงินงบประมาณในการชำระดอกเบี้ยปีละ 67 หมื่นล้านบาทส่วน FIDF2 ได้มีการชำระเงินต้นหมดไปแล้ว

ว่า นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้หารือกับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ถึงแนวทางการแก้ไขหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ โดยประกอบด้วย 2 แนวทางหลัก คือ การลดภาระดอกเบี้ย และ การลดภาระเงินต้น โดยจะมีการหารือกรอบการแก้ไขกับผู้บริการ ธปท. หากเห็นตรงกัน ก็จะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างคลังกับ ธปท. เพื่อศึกษาลงรายเอียดให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติได้จริงต่อไป

 

แหล่งข่าว กล่าวว่า แนวทางการลดภาระดอกเบี้ย คลังจะเสนอแนวทางออกพันธบัตรดอกเบี้ย 0% ขายให้กับ ธปท. เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ของกองทุนฟื้นฟูทั้งหมด แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ธปท. จะยอมหรือไม่

 

  “ไตรรงค์” ธปท.ชี้รวมบัญชีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศได้ก็ต่อเมื่อแก้กฎหมายผ่านสภาเท่านั้น

แหล่งข่าวจากผู้บริหารสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จริงๆในเรื่องการให้นโยบายผู้ว่าธปท.รวมบัญชีเงินทุนสำรองจากปัจจุบันที่มี 3 บัญชี ให้เหลือเพียง 1 บัญชี ตามที่ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ระบุหรือไม่นั้น ธปท.ยังไม่ทราบเรื่อง แต่ตามหลักปฎิบัติหากจะเปลี่ยนแลงการใช้เงิน การถือเงิน เปลี่ยนบัญชี หรือกระทำการใดๆกับเงินทุนสำรองระหง่างประเทศจะสามารถทำได้กรณีเดียวเท่านั้นคือ มีกฎหมายกำหนด มีการแก้ไขพ.ร.บ.ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันผ่านสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ดังนั้นใครไปเปลี่ยนแปลงจากกฎหมายระบุไว้ถือว่ากระทำผิดกฎหมาย

“ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครเปลี่ยนแปลงแนวทางการปฏิบัติที่เป้นอยู่ในปัจจุบันได้ ไม่ว่าคลัง หรือธปท.” แหล่งข่าวสายตลาดการเงินระบุ

นอกจากนี้ แหล่งขาวรายเดิม ยังเปิดเผยถึงเรื่องที่นายไตรรงค์ กล่าวถึงบัญชีเงินเงินแผ่นดินหมายถึงบัญชีในส่วนใดของ ธปท. ที่รัฐบาลจะนำเงิน จากการยึดทรัพย์บางส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มาฝากไว้ เพราะตามปกติแล้ว ธปท.จะมีบัญชีเงินฝากของรัฐบาลที่ฝากไว้ที่ ธปท. ซึ่งส่วนนั้นเป็นเงินของรัฐบาล ไม่ใช่เงิน ธปท. แต่ธปท.เป็นผู้รับฝากเท่านั้น หากรัฐบาลต้องการใช้ก็สามารถเบิกใช้ได้

ทั้งนี้ ในกรณีของทุนสำรองทางการะหว่างประเทศนั้น ตามปกติแล้วเงินทุนสำรองทางการเกือบทั้งหมดจะเป็นเงินตราต่างประเทศ ที่เหลือเป็นทองคำ และพันธบัตรรัฐบาลบ้าง ดังนั้น หากเงินที่ยึดมาจากอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเงินบาท ก็ไม่ควร หรือไม่จำเป็นที่จะต้องแลกเป็นเงินตราต่างประเทศ เพื่อนำมาฝากไว้ในทุนสำรองทางการระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นบัญชี 1 หรือบัญชี 2 ก็ตาม

 

โดยปัจจุบันกระทรวงการคลังมีภาระที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยในส่วนของกองทุนฟื้นฟูฯประมาณปีละกว่า 56 หมื่นล้านบาท ขณะที่หนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯมีมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาททำให้กลายเป็นภาระของรัฐบาล ที่ต้องชำระหนี้ก้อนดังกล่าว

ดังนั้นจึงมีการเสนอให้แก้ไขใน 2 ประเด็น คือ 1.ให้ลดภาระเงินต้นที่สูงอยู่ในปัจจุบันประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท โดยการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับของธนาคารแห่งประเทศไทย อาทิ พรบ.แบงก์ชาติ พรบ.เงินตรา ซึ่งมีการเสนอทั้งเรื่องของการรวมบัญชี และการใช้ทุนสำรองในการล้างหนี้ดังกล่าว

ส่วนประเด็นที่สองคือ การลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของคลังปีละ 56 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรณีนี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะได้เสนอให้แบงก์ชาติซื้อพันธบัตรของคลัง หรือซีโร่บอนด์แบบไม่จ่ายดอกเบี้ย จนกว่าจะครบอายุไถ่ถอน ซึ่งเงินที่รัฐไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยไปแต่ละปีจะสามารถนำมาพัฒนาประเทศได้

แหล่งข่าว กล่าวเพิ่มเติมว่ากรณีนี้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง และนายกรัฐมนตรีได้หารือกับแบงก์ชาติมา 23 ครั้งแล้ว และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเร็วๆ นี้

โดยก่อนหน้านี้รัฐมีแผนแก้ไขพรบ.เงินตรา เพื่อดึงเงินผลประโยชน์ จากบัญชีผลประโยชน์ประจำปี ที่อยู่ในฝ่ายออกบัตร มาใช้ชำระหนี้เงินต้น ในแต่ละปีของ FIDF2 และ 3โดยสามารถนำมาใช้ทุกปี เป็นเวลา 19 ปี ซึ่งคาดว่าหนี้จำนวนดังกล่าวจะสามารถชำระได้หมด

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม