posttoday
แฉกลยุทธ์บ.เหล้าข้ามชาติใช้CSRบังหน้า

แฉกลยุทธ์บ.เหล้าข้ามชาติใช้CSRบังหน้า

06 มีนาคม 2555

นักวิชาการแฉบริษัทเหล้าข้ามชาติปั้นนอมินีลวงหน่วยงานรัฐ-เอกชนเป็นเหยื่อ ดึงกลยุทธ์ดื่มอย่างรับผิดชอบบังหน้า

นักวิชาการแฉบริษัทเหล้าข้ามชาติปั้นนอมินีลวงหน่วยงานรัฐ-เอกชนเป็นเหยื่อ ดึงกลยุทธ์ดื่มอย่างรับผิดชอบบังหน้า

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ จัดเสวนาในหัวข้อ"แกะรอยวาระซ่อนเร้นเมื่อทุนเหล้าข้ามชาติปั้นองค์กรแก้ไขปัญหาการดื่ม" โดย นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมสุราใช้วิธีจัดตั้งองค์กรหน้าฉาก หรือองค์กรนอมินี เข้ามาแสดงอิทธิพลต่อนโยบายแอลกอฮอล์ในประเทศไทยอย่างชัดเจน และกว่า 5 องค์กรที่จัดตั้งขึ้นทั้งการใช้ชื่อเป็นองค์กรกลุ่มธุรกิจตรงๆ หรือ เป็นองค์กรรักษาผลประโยชน์ เป็นลอบบี้ยิสต์ ส่วนประเภทที่สอง คือ ใช้ชื่อองค์กรเพื่อสังคมและทางวิชาการ หรือ องค์กรนักบุญ โดยไม่เปิดเผยเรื่องงบประมาณว่ามาจากไหน นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งโดยบริษัทเดียวกันและองค์กรที่บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกันลงขันจัดตั้ง

นพ.ทักษพล กล่าวว่า สิ่งที่บริษัทน้ำเมาคาดหวังจากการจัดตั้งองค์กรหน้าฉาก คือ 1.ได้ภาพลักษณ์ที่ดีต่อสังคม เป็นการทำ CSR แฝงการตลาด การโฆษณาแบบเนียนๆ 2. ซื้อความสัมพันธ์กับองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ รวมถึงสื่อบางแขนงที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมร่วมกัน และบ่อยครั้งพบว่า เป็นการซื้อความเงียบและการคุ้มครองในกระบวนการนโยบาย 3.การเผยแพร่แนวคิดที่ฟังดูดีและทำให้สังคมเชื่อไปว่าต้นตอของปัญหาแอลกอฮอล์อยู่ที่ตัวผู้บริโภค เช่น การส่งเสริมการดื่มอย่างมีสติ การดื่มอย่างรับผิดชอบ ในขณะที่ผู้ผลิตและผู้ทำการตลาดจะลอยตัวพ้นจากความผิด และ 4. การผลักดันมาตรการที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นภัยต่ออุตสาหกรรมสุรา เช่น แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมสุราสามารถควบคุมกันเองได้ หรือควรทำเฉพาะการให้ความรู้กับเด็ก ทั้งนี้เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการทางกฎหมายซึ่งมีประสิทธิผลสูง

"สิ่งที่สังคมควรตระหนัก คือ รู้ทันความต้องการของบริษัทน้ำเมาเหล่านี้ และมีคำถามต่อ ว่าอุตสาหกรรมสุราต้องการอะไร เพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ หากดูจากตัวอย่างในต่างประเทศ มีถึงขั้นที่รัฐบาลหลงเชื่อให้องค์กรเหล่านี้เข้ามานั่งเขียนนโยบายแอลกอฮอล์ของประเทศ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมา คือ มีนโยบายที่อ่อนแอ ห่างไกลจากข้อมูลทางวิชาการ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บริษัทน้ำเมาควรจะทำ คือ การจัดระบบให้ตนเองทำตามกฎหมายทั้งการโฆษณาการขาย ทำการตลาดโดยเคารพรากฐานทางวัฒนธรรมของสังคม รวมถึงการไม่ทำการตลาดกับเด็กและเยาวชน ไม่ใช่การพยายามเข้ามาแทรกแซงนโยบายทางตรงและทางอ้อม" นพ.ทักษพล กล่าว

ศ.ปาริชาติ  สถาปิตานนท์  อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะใช้วิธีสื่อสารกับมวลชน และเลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนอายุไม่เกิน 25 ปี หากการณรงค์แบบนี้เข้ามาสู่ระบบการเรียนการสอนจะเป็นสิ่งที่อันตรายมาก แม้ในด้านหนึ่งจะบอกว่าไม่ดี แต่อย่าลืมว่า วัยรุ่นชอบลอง ชอบท้าทาย ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้มีเจตนาดี ที่จะสื่อสารผ่านเยาวชนว่า คุณไม่มีสิทธิดื่ม แต่สิ่งที่ควรทำคือไม่ให้เยาวชนมีสิทธิรับรู้ชื่อ ผลิตภัณฑ์ หรือกิจกรรมต่างๆ เพราะเท่ากับเป็นการปลูกฝังระยะยาวให้ซึมซับว่า เมื่อถึงวัยที่ต้องดื่ม ควรเลือกดื่มผลิตภัณฑ์ของยี่ห้อนั้นๆ หรือถ้าอายุยังไม่ถึงก็จะหาช่องทางเพื่อให้ได้ดื่มยี่ห้อนี้ สอดคล้องกับงานวิจัยล่าสุด ที่สำรวจในกลุ่มเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี โดยกลุ่มที่ดื่ม ระบุว่า หากรู้สึกชื่นชมก็จะเลือกดื่มเฉพาะยี่ห้อนั้น ส่วนกลุ่มที่ไม่ดื่ม ระบุว่า หากธุรกิจเหล่านี้มีการเปิดกิจกรรมให้เยาวชนได้มีส่วนร่วม ก็จะทำให้เขาเปิดใจอยากมีส่วนร่วมกับธุรกิจเหล่านี้

"ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พยายามแฝงแง่คิดว่าการดื่มเป็นสิ่งปกติไม่ใช่สิ่งต้องห้าม และไม่ใช่ฐานที่จะนำไปสู่การกระทำผิด ดังนั้น จริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคมจึงเป็นสิ่งที่ต้องนำไปคิด หากต้องการเป็นคนดีของสังคม ควรหยุดสื่อสารกับเยาวชน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของการสอนในวิชาเรียน หรือหน่วยงานด้านสุขศึกษา ทั้งนี้ขอสนับสนุนการการบังคับใช้กฎหมายในกลุ่มเยาวชนให้เดินหน้าเอาจริงเอาจังต่อไป หากเกิดปัญหาขึ้นกับเยาวชนต้องถือเป็นความรับผิดชอบของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์"ศ.ปาริชาติ กล่าว

ด้านนายธีระ  วัชรปราณี ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.) กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เครือข่ายฯ ขอเสนอผ่านไปยังกลุ่มธุรกิจที่รวมตัวกันพัฒนาจริยธรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม(CSR) จะต้องไม่ยอมรับการทำ CSR ของธุรกิจน้ำเมาโดยเด็ดขาด ทั้งการทำโดยตรง หรือทำโดยองค์กรการกุศลบังหน้า ส่วนการทำ CSR ของบริษัทน้ำเมาที่สามารถทำได้คือ ไม่ทำผิดกฎหมาย ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านสุขภาพ ต้องไม่ยอมให้บริษัทน้ำเมา ออกแคมเปญในลักษณะให้การศึกษาแก่เยาวชน โดยต้องมีการทำงานเชิงรุกไม่เปิดช่องว่างหาโอกาสดังที่เป็นมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงองค์กรหน่วยงานด้านการศึกษา ซึ่งเป็นเป้าหมายของธุรกิจเหล่านี้ ควรปฏิเสธรูปแบบที่องค์กรหน้าฉากมานำเสนอ

"ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่สังคมไทยจะลดการถูกมอมเมา จากการทำการตลาดโดยใช้องค์การการกุศลบังหน้า ซึ่งสิ่งที่ต้องทำต่อไป คือ การออกมาตรการทางกฎหมาย ห้ามบริษัทน้ำเมาทำCSR ของทุกรูปแบบ  เพราะหากภาครัฐ องค์กรที่ทำงานด้านเด็กและเยาวชน หรือหน่วยงานด้านสุขภาพ สถาบันการศึกษา รู้ไม่เท่านั้นก็จะตกเป็นเหยื่อได้ และเมื่อมีองค์กร หรือมูลนิธิลักษณะแบบนี้เกิดขึ้น ควรจะมีการตรวจสอบแหล่งที่มา และหาข้อมูลให้เพียงพอ ว่าองค์กรเหล่านี้มาจากที่ไหน และมีจุดประสงค์อะไร เพราะแม้องค์กรหน้าฉากเหล่านี้จะมีชื่อที่สวยหรู ดูดี มีผู้บริการระดับดร.นำหน้า แต่เมื่อสาวเข้าไปถึงต้นตอก็จะรู้ว่าเบื้องหลังรับทุนจากบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเมื่อความจริงปรากฏ สังคมไทยก็ยากที่จะรับได้" นายธีระ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่