
อียู-อาเซียน
8-12 มี.ค. สหภาพยุโรปและสิงคโปร์จะเริ่มการเจรจานัดแรกถึงการเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างกัน (เอฟทีเอ) สิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่พร้อมคุยกับอียูในเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนอียู
ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปได้ล้มเลิกความคิดที่จะเจรจากับอาเซียนทั้งภูมิภาคต่อการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน ก็เพราะว่าอาเซียนยังติดปัญหาพม่าอยู่ และยุโรปเองก็ยังใช้มาตรการคว่ำบาตรพม่าอยู่ ดังนั้นอียูจึงไม่สามารถที่จะเปิดเอฟทีเอกับอาเซียนได้ทั้งหมดในคราวเดียว
เหมือนกับสหรัฐนั่นแหละครับ มาถึงขณะนี้อาเซียนบอกว่าใครพร้อมก่อนไปก่อน สิงคโปร์พร้อมมานานแล้ว เขาเดินหน้าไปนานแล้ว เปิดเสรีการค้ากับสหรัฐมาตั้งแต่ปี 2546 ทะลุทะลวงตลาดสหรัฐไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว และล่าสุดสิงคโปร์ก็พร้อมที่สุด จะเปิดเจรจากับยุโรปเป็นเจ้าแรกในอาเซียน
สิงคโปร์เปิดประตูหน้าด่านสำหรับสินค้าจากอาเซียนเข้าไปยังตลาดสหรัฐมาเป็นชาติ ในขณะเดียวกันสิงคโปร์ก็เป็นประตูบ้านอาเซียนรับสำหรับตลาดการเงินด้วย สิงคโปร์มีแต่ได้กับได้ ทั้งๆ ที่ในประเทศไม่มีนาสักกะแปลงเดียว
ส่วนชาติที่สองที่คาดว่าจะคุยกับอียูต่อไปก็คือ เวียดนาม ซึ่งมีความพร้อมรองลงมา
แต่หากพิจารณาในแง่ของการเข้าถึงตลาด ในแง่ถึงประโยชน์ที่จะได้รับมากที่สุด ก็ต้องบอกว่าอียูอยากจะเปิดการค้าเสรีมากที่สุด เพราะอียูเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอยู่ในอันดับต้นๆ เป็นผู้เข้ามาลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น
แต่ต้องยอมรับความจริงว่า การเปิดเอฟทีเอไทยอียูนั้นไม่ง่ายเหมือนสิงคโปร์ เพราะสิงคโปร์แทบจะไม่มีต้นทุนอะไรเลย สิงคโปร์มีความเป็นเสรีด้านการเงินไปแล้ว ไม่มีอาชีพสงวน ไม่มีความยุ่งยากลำบากเรื่องสินค้าเกษตร
ไทยและอียูมีสินค้าที่อ่อนไหวเหมือนกันอย่างหนึ่งก็คือ สินค้าเกษตร ที่คาดว่าจะเจรจากันไม่ได้ง่ายๆ
ดูตัวอย่างในการเจรจากับสหรัฐ เจรจามากันก่อนหน้าและยาวนานจนหยุดชะงักไป ยังไม่ได้เปิดกันง่ายๆ
แต่จะว่าไป ความคืบหน้าที่ล่าช้าไปก็ต้องโทษปัญหาการเมืองของไทยเองเป็นหลักที่ทำให้การเจรจาเหล่านี้สะดุดลง
การเจรจากับสหรัฐก็ต้องหยุดชะงักไปตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อปี 2549 จนมาถึงขณะนี้เราก็ยังไม่พร้อมกลับไปคุย
ดูวี่แววอนาคตการเมืองไทยขณะนี้ยิ่งดูไม่จืด จะตูมตาม จะลุกเป็นไฟเมื่อไหร่ก็ได้ อนาคตการเจรจาเอฟทีเอกับยุโรปก็ยิ่งมืดมน
สิงคโปร์กับเวียดนามก็จะล้ำหน้าเราไปอีกช่วงตัวแล้วละครับ







