
ส.ส.ร.2550ค้านแก้291 ซัดล้มล้างรัฐธรรมนูญ
กรณีที่รัฐบาลมีมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มี ส.ส.ร.ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
กรณีที่รัฐบาลมีมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มี ส.ส.ร.ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชมรม ส.ส.ร. 2550 มีความเห็นว่า 1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 มีจุดมุ่งหมายเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ใช่แก้ไขให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 291 เพราะมาตราดังกล่าวได้กำหนดวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในมาตราต่างๆ
2.มาตรา 291 มีเจตนารมณ์ที่สำคัญในการกำหนดวิธีการ “แก้ไขหรือเพิ่มเติม” บทบัญญัติมาตราอื่นๆ ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการแก้ไขโดยมีความประสงค์จะแก้ไขมาตรา 291 ด้วยมาตรา 291 ย่อมไม่สอดรับกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
3.ข้ออ้างว่าเมื่อการตั้ง ส.ส.ร.ปี 2540 ยังสามารถกระทำได้ การตั้ง ส.ส.ร. 2550 ก็ทำได้ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญ 2550 ก็น่าจะตั้ง ส.ส.ร.อย่างที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ผิดมหันต์ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญใดๆ จะต้องกระทำด้วยวิธีการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่มีสภาพบังคับอยู่ในขณะนั้น
“การยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับด้วยกระบวนการรัฐสภา ซึ่งถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับรัฐธรรมนูญ สามารถกำหนดสถานะ อำนาจหน้าที่ และการมีประโยชน์ได้เสีย อันเป็นการขัดกันของผลประโยชน์ในการดำรงตำแหน่ง โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรย่อมไม่ชอบด้วยหลักการตามหลักการประชาธิปไตย”
ทั้งนี้ การยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะทำได้ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขสำคัญในทางกฎหมายและสังคม 2 ประการ คือ 1.รัฐธรรมนูญมีปัญหาในโครงสร้างและกลไกการใช้อำนาจอธิปไตยจนทำให้การ บริหารประเทศไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2534 นั้น ปรากฏปัญหาสำคัญในโครงสร้างของรัฐธรรมนูญและการไม่สามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมในเวลานั้น
สำหรับข้อ 2.สภาพการรับรู้ของสังคมโดยรวมเห็นพ้องกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดโครงสร้างใหม่ตามหลักการในข้อ 1 และเห็นพ้องกันจนนำไปสู่การเคลื่อนไหวในภาคประชาสังคมและภาคเอกชนทั้งประเทศ ที่ประสงค์จะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งในการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2534 ปรากฏการเคลื่อนไหวและการยอมรับของสังคมอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี การที่รัฐสภามีมติแก้ไขมาตรา 291 เพื่อจัดตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยอ้างวาทกรรมไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ปรากฏปัญหาความบกพร่องของโครงสร้างและละเลยประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่รัฐธรรมนูญได้ผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชน หาได้เป็นเหตุผลที่ชอบธรรมและจำเป็นที่จะทำให้สามารถยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับได้
อีกทั้ง ยังปรากฏความขัดแย้งและการคัดค้านของประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ประสงค์ให้แก้ไขมาตรา 291 ดังนั้นการที่รัฐสภาทำจึงไม่ชอบด้วยเหตุผลและหลักการประชาธิปไตย แต่กลับเป็นการรวบอำนาจจัดสรรผลประโยชน์โดยเผด็จการรัฐสภา
ทั้งนี้ การตั้ง ส.ส.ร. เมื่อปี 2539 ได้ทำอย่างถูกต้องตามวิธีในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่มีสภาพบังคับอยู่ในขณะนั้น คือ รัฐธรรมนูญ 2534 (แก้ไขเพิ่มเติมปี 2538) หรือการตั้ง ส.ส.ร.ในปี 2550 ก็ทำตามวิธีการ รัฐธรรมนูญที่มีสภาพบังคับอยู่ในขณะนั้นคือ รัฐธรรมนูญ 2549 แต่ฉบับ 2550 ในบทบัญญัติ มาตรา 291 มีถ้อยคำสำคัญบ่งชี้ถึงวิธีการแก้ที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านั้น
4.มาตรา 291 ระบุในวรรคแรกว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังนี้ การที่รัฐธรรมนูญ 2550 จงใจที่จะเปลี่ยนคำว่า ‘จะ’ ตามมาตรา 211 แห่งรัฐธรรมนูญ 2534 และมาตรา 313 วรรคแรกของรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเขียนว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ‘จะ’ ทำได้ก็แต่โดยหลักเกณฑ์และวิธีการ
การแก้ไขคำว่า ‘จะ’ เป็นคำว่า ‘ให้’ นั้น มีผลบังคับตามหลักนิติศาสตร์คือ ต้องทำตามมาตรา 291 เท่านั้น หมายถึงบุคคลผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือผู้ที่ระบุอยู่ในมาตรา 291 ไม่มีกรณีใดที่จะมอบอำนาจหรือตั้ง ส.ส.ร. แตกต่างกับรัฐธรรมนูญ 2549 ซึ่งเป็นฉบับชั่วคราว ที่ให้มีการแต่งตั้ง ส.ส.ร. เพราะรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว
ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 2550 จึงได้รับความเห็นชอบตามกรอบกฎหมายในการออกเสียงประชามติจากเสียงส่วนใหญ่ 14,727,306 คะแนนเสียง จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เป็นของปวงชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามการแก้ไขจึงต้องดำเนินการตามเสียงส่วนใหญ่ที่ได้กำหนดวิถีทางชัดเจน ไม่สามารถมอบหมายให้คณะบุคคลหรือองค์กรใดมาเป็นผู้ยกร่างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อีก
ทั้งนี้ หลักการของมาตรา 291 คือ มาตรา 282 เดิม ในร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับ รับฟังความคิดเห็น) ซึ่งฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญได้บันทึกไว้ในหน้า 44 ข้อ 15.2 มีเจตนารมณ์ที่ระบุไว้โดยชัดแจ้งในตอนท้ายว่า หลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญบางอย่างไม่อาจถูกแก้ไขได้ เนื่องจากจะทำให้หลักการในเรื่องอื่นถูกกระทบทั้งหมด
หลักการที่ว่านั้นคือ หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและหลักการในเรื่องความเป็นรัฐเดี่ยว ซึ่งมาตรา 282 (1) วรรค 2 กำหนดห้ามแก้ไขหลักการดังกล่าว ไม่ว่าจะโดยวิธีใดๆ และหลักการอีกเรื่องที่ไม่อาจถูกแก้ไขเพิ่มเติมได้ก็คือ ตัวหลักการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 282 นั่นเอง” สอดคล้องกับหลักการสำคัญที่แก้ไขคำว่า “จะ” เป็นคำว่า “ให้” ตามเหตุผลแห่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
5.การแก้มาตรา 291 มีเจตนาไม่สุจริตแอบแฝง ซึ่งอาจมีจุดประสงค์คือ 1.ยังคงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่การแก้ไขอาจจะลดพระราชอำนาจ 2.แทรกแซงความเป็นอิสระของศาลและองค์กรอิสระ 3.ลบล้างความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือแก้ไขคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.ที่เคยถูกศาลพิพากษาให้จำคุกหรือถูกยึดทรัพย์ สามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. อีกทั้งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถดำรงตำแหน่ง สส. รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีได้ 4.สามารถสืบทอดอำนาจของระบอบทุนนิยมผูกขาด
ขณะที่ 5.รัฐบาลปัจจุบันมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญอย่างผิดสังเกต ขณะที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ (ซึ่งอาจเกิดขึ้นอีก) เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ข้าวของขึ้นราคาเกือบทุกชนิด เกิดวินาศกรรมระเบิดหลายแห่ง หนี้สาธารณะของประเทศอยู่ในระดับสูงมาก
แต่รัฐบาลและบุคคลของพรรคการ เมืองบางพรรคพยายามจะแก้ไข ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 2550 ยังไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด สังเกตได้จากผู้ตรวจราชการแผ่นดิน ผู้มีอำนาจหน้าที่ติดตามประเมินผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรา 244 (3) ก็ไม่ได้เสนอแนะถึงปัญหาการบังคับและต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
ด้วยเหตุผลของหลักการบัญญัติกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นเสาหลักของประชาธิปไตย จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติ โดยยึดหลักนิติธรรม ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย
หากซ่อนเร้นเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญทั้งหมดโดยไม่แสดงความให้ปรากฏตามหลักเกณฑ์ของการเสนอญัตติต่อสภา แต่กลับมอบหมายให้บุคคลหรือคณะบุคคลเป็นผู้แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ถือได้ว่าเป็นการเข้าข่ายการกระทำที่มีการล้มล้างตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 68
ดังนั้น ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 69 หากเห็นว่าการกระทำใดๆ ที่ได้กระทำไปโดยไม่ชอบด้วยข้อกฎหมาย เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ







