posttoday
ส.ส.ร.2550ค้านแก้291 ซัดล้มล้างรัฐธรรมนูญ

ส.ส.ร.2550ค้านแก้291 ซัดล้มล้างรัฐธรรมนูญ

06 มีนาคม 2555

กรณีที่รัฐบาลมีมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มี ส.ส.ร.ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กรณีที่รัฐบาลมีมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้มี ส.ส.ร.ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชมรม ส.ส.ร. 2550 มีความเห็นว่า 1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 มีจุดมุ่งหมายเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่ใช่แก้ไขให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 291 เพราะมาตราดังกล่าวได้กำหนดวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในมาตราต่างๆ

2.มาตรา 291 มีเจตนารมณ์ที่สำคัญในการกำหนดวิธีการ “แก้ไขหรือเพิ่มเติม” บทบัญญัติมาตราอื่นๆ ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการแก้ไขโดยมีความประสงค์จะแก้ไขมาตรา 291 ด้วยมาตรา 291 ย่อมไม่สอดรับกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

3.ข้ออ้างว่าเมื่อการตั้ง ส.ส.ร.ปี 2540 ยังสามารถกระทำได้ การตั้ง ส.ส.ร. 2550 ก็ทำได้ ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญ 2550 ก็น่าจะตั้ง ส.ส.ร.อย่างที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ผิดมหันต์ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญใดๆ จะต้องกระทำด้วยวิธีการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่มีสภาพบังคับอยู่ในขณะนั้น

“การยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับด้วยกระบวนการรัฐสภา ซึ่งถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับรัฐธรรมนูญ สามารถกำหนดสถานะ อำนาจหน้าที่ และการมีประโยชน์ได้เสีย อันเป็นการขัดกันของผลประโยชน์ในการดำรงตำแหน่ง โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรย่อมไม่ชอบด้วยหลักการตามหลักการประชาธิปไตย”

ส.ส.ร.2550ค้านแก้291 ซัดล้มล้างรัฐธรรมนูญ

 

ทั้งนี้ การยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะทำได้ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขสำคัญในทางกฎหมายและสังคม 2 ประการ คือ 1.รัฐธรรมนูญมีปัญหาในโครงสร้างและกลไกการใช้อำนาจอธิปไตยจนทำให้การ บริหารประเทศไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2534 นั้น ปรากฏปัญหาสำคัญในโครงสร้างของรัฐธรรมนูญและการไม่สามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมในเวลานั้น

สำหรับข้อ 2.สภาพการรับรู้ของสังคมโดยรวมเห็นพ้องกับการยกเลิกรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดโครงสร้างใหม่ตามหลักการในข้อ 1 และเห็นพ้องกันจนนำไปสู่การเคลื่อนไหวในภาคประชาสังคมและภาคเอกชนทั้งประเทศ ที่ประสงค์จะให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งในการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2534 ปรากฏการเคลื่อนไหวและการยอมรับของสังคมอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี การที่รัฐสภามีมติแก้ไขมาตรา 291 เพื่อจัดตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยอ้างวาทกรรมไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ปรากฏปัญหาความบกพร่องของโครงสร้างและละเลยประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่รัฐธรรมนูญได้ผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชน หาได้เป็นเหตุผลที่ชอบธรรมและจำเป็นที่จะทำให้สามารถยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับได้

อีกทั้ง ยังปรากฏความขัดแย้งและการคัดค้านของประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ประสงค์ให้แก้ไขมาตรา 291 ดังนั้นการที่รัฐสภาทำจึงไม่ชอบด้วยเหตุผลและหลักการประชาธิปไตย แต่กลับเป็นการรวบอำนาจจัดสรรผลประโยชน์โดยเผด็จการรัฐสภา

ทั้งนี้ การตั้ง ส.ส.ร. เมื่อปี 2539 ได้ทำอย่างถูกต้องตามวิธีในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่มีสภาพบังคับอยู่ในขณะนั้น คือ รัฐธรรมนูญ 2534 (แก้ไขเพิ่มเติมปี 2538) หรือการตั้ง ส.ส.ร.ในปี 2550 ก็ทำตามวิธีการ รัฐธรรมนูญที่มีสภาพบังคับอยู่ในขณะนั้นคือ รัฐธรรมนูญ 2549 แต่ฉบับ 2550 ในบทบัญญัติ มาตรา 291 มีถ้อยคำสำคัญบ่งชี้ถึงวิธีการแก้ที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านั้น

4.มาตรา 291 ระบุในวรรคแรกว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังนี้ การที่รัฐธรรมนูญ 2550 จงใจที่จะเปลี่ยนคำว่า ‘จะ’ ตามมาตรา 211 แห่งรัฐธรรมนูญ 2534 และมาตรา 313 วรรคแรกของรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเขียนว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ‘จะ’ ทำได้ก็แต่โดยหลักเกณฑ์และวิธีการ

การแก้ไขคำว่า ‘จะ’ เป็นคำว่า ‘ให้’ นั้น มีผลบังคับตามหลักนิติศาสตร์คือ ต้องทำตามมาตรา 291 เท่านั้น หมายถึงบุคคลผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือผู้ที่ระบุอยู่ในมาตรา 291 ไม่มีกรณีใดที่จะมอบอำนาจหรือตั้ง ส.ส.ร. แตกต่างกับรัฐธรรมนูญ 2549 ซึ่งเป็นฉบับชั่วคราว ที่ให้มีการแต่งตั้ง ส.ส.ร. เพราะรัฐธรรมนูญ 2540 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว

ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 2550 จึงได้รับความเห็นชอบตามกรอบกฎหมายในการออกเสียงประชามติจากเสียงส่วนใหญ่ 14,727,306 คะแนนเสียง จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เป็นของปวงชนอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามการแก้ไขจึงต้องดำเนินการตามเสียงส่วนใหญ่ที่ได้กำหนดวิถีทางชัดเจน ไม่สามารถมอบหมายให้คณะบุคคลหรือองค์กรใดมาเป็นผู้ยกร่างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อีก

ทั้งนี้ หลักการของมาตรา 291 คือ มาตรา 282 เดิม ในร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับ รับฟังความคิดเห็น) ซึ่งฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญได้บันทึกไว้ในหน้า 44 ข้อ 15.2 มีเจตนารมณ์ที่ระบุไว้โดยชัดแจ้งในตอนท้ายว่า หลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญบางอย่างไม่อาจถูกแก้ไขได้ เนื่องจากจะทำให้หลักการในเรื่องอื่นถูกกระทบทั้งหมด

หลักการที่ว่านั้นคือ หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและหลักการในเรื่องความเป็นรัฐเดี่ยว ซึ่งมาตรา 282 (1) วรรค 2 กำหนดห้ามแก้ไขหลักการดังกล่าว ไม่ว่าจะโดยวิธีใดๆ และหลักการอีกเรื่องที่ไม่อาจถูกแก้ไขเพิ่มเติมได้ก็คือ ตัวหลักการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา 282 นั่นเอง” สอดคล้องกับหลักการสำคัญที่แก้ไขคำว่า “จะ” เป็นคำว่า “ให้” ตามเหตุผลแห่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

5.การแก้มาตรา 291 มีเจตนาไม่สุจริตแอบแฝง ซึ่งอาจมีจุดประสงค์คือ 1.ยังคงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่การแก้ไขอาจจะลดพระราชอำนาจ 2.แทรกแซงความเป็นอิสระของศาลและองค์กรอิสระ 3.ลบล้างความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือแก้ไขคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.ที่เคยถูกศาลพิพากษาให้จำคุกหรือถูกยึดทรัพย์ สามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. อีกทั้งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถดำรงตำแหน่ง สส. รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีได้ 4.สามารถสืบทอดอำนาจของระบอบทุนนิยมผูกขาด

ขณะที่ 5.รัฐบาลปัจจุบันมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญอย่างผิดสังเกต ขณะที่บ้านเมืองเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ (ซึ่งอาจเกิดขึ้นอีก) เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ข้าวของขึ้นราคาเกือบทุกชนิด เกิดวินาศกรรมระเบิดหลายแห่ง หนี้สาธารณะของประเทศอยู่ในระดับสูงมาก

แต่รัฐบาลและบุคคลของพรรคการ เมืองบางพรรคพยายามจะแก้ไข ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 2550 ยังไม่เกิดปัญหาแต่อย่างใด สังเกตได้จากผู้ตรวจราชการแผ่นดิน ผู้มีอำนาจหน้าที่ติดตามประเมินผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรา 244 (3) ก็ไม่ได้เสนอแนะถึงปัญหาการบังคับและต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

ด้วยเหตุผลของหลักการบัญญัติกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นเสาหลักของประชาธิปไตย จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติ โดยยึดหลักนิติธรรม ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

หากซ่อนเร้นเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญทั้งหมดโดยไม่แสดงความให้ปรากฏตามหลักเกณฑ์ของการเสนอญัตติต่อสภา แต่กลับมอบหมายให้บุคคลหรือคณะบุคคลเป็นผู้แก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ถือได้ว่าเป็นการเข้าข่ายการกระทำที่มีการล้มล้างตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 68

ดังนั้น ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 69 หากเห็นว่าการกระทำใดๆ ที่ได้กระทำไปโดยไม่ชอบด้วยข้อกฎหมาย เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่