
เลิกเกาะนายเก่าเถอะ
...ภุมรัตน์ ทักษาติพงษ์
มีข่าวว่าคำพิพากษาดังกล่าวมีผลทำให้นักการเมืองบางคนของฝ่ายที่ชอบอาศัยบารมี
“นาย” ได้เริ่มทบทวนบทบาทและคิดถึงอนาคตทางการเมืองของตนที่แอบคิดและแอบพูดคุยกับเพื่อนว่าจะฝากอนาคตไว้กับนายต่อไปจะไหวหรือ เพราะก่อนหน้านี้ นาย เพียงถูกกล่าวหา ดังนั้นจึงถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ พวกเขายังเอาไปโฆษณาแก้ตัวกับชาวบ้านได้ว่า นายถูกกลั่นแกล้ง ฯลฯแต่ ณ วันนี้ ศาลได้ตัดสินเรียบร้อยแล้วว่า นายกระทำความผิดจริงโดยใช้อำนาจในทางที่ผิดเอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง และทำให้รัฐเสียหายมากมายเป็นแสนล้านบาท ไม่ว่านายและพวกจะแก้ตัวอย่างไร สังคมยอมรับคำพิพากษาของศาลแล้ว
พวกเขาวิเคราะห์ว่า การที่พวกแกนนำเตรียมฟ้องขับไล่องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง9 ท่าน ยิ่งเป็นการสุ่มเสี่ยง เพราะสังคมมองว่าผู้พิพากษาทั้ง 9 ท่านทำหน้าที่ถูกต้องยุติธรรมแล้ว การที่นายไม่ยอมรับคำตัดสินไม่เป็นผลดีเลย
วันนี้เมื่อพวกเขากลับต่างจังหวัดพวกเขาไม่สามารถที่จะชี้แจงต่อประชาชนฐานเสียงได้เลย โดยเฉพาะเรื่องการไม่ยอมรับคำพิพากษา พวกเขาคิดว่าการอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น
พวกเขาวิเคราะห์ว่า ถ้าแต่งชุดดำประชุมสภาอาจถูกตีความว่ากำลังคัดค้านคำพิพากษาศาลยุติธรรม และขัดกับหลักการประชาธิปไตย และหลักนิติรัฐ ซึ่งถือกฎหมายเป็นสิ่งสูงสุดในการปกครองประเทศ
พวกเขามองว่า โอกาสที่นายจะกลับประเทศแทบมองไม่เห็น เพราะหลังจากโดนยึดทรัพย์ตกเป็นของรัฐแล้ว นายถูกห้ามไม่ให้สมัคร สส. ตลอดชีวิต หลังจากนี้ นายยังเจอคดีอีกอย่างน้อย 3 คดี มีการประเมินหากนายผิด อาจติดคุกอีก 26 ปี การฝากอนาคตไว้กับนายต่อไป อย่างเดียวจะไหวหรือ
พวกเขามองว่า โอกาสที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำนายกลับมาแทบเป็นไปไม่ได้ พวกเขามองว่า ยิ่งรัฐบาลชุดนี้อยู่ได้นาน เพราะพรรคร่วมคงยังไม่ต้องการแยกตัวออกไปเพราะยังมี
“กระสุน” ไม่พอ ก็ทำให้พวกเขาอยู่ในฐานะลำบากยิ่งขึ้น การกดดันให้รัฐบาลยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่ฝ่ายค้านจะพลิกกลับสถานการณ์ได้เสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายกรัฐมนตรีสามารถทนแรงกดดันได้และคงไม่ยุบสภาในเร็ววัน ตรงกันข้าม พยายามจะอยู่ให้ครบ 2 ปี เพราะยิ่งอยู่นาน โอกาสที่จะดึงชาวบ้านในต่างจังหวัดออกมาเพราะเห็นผลงานโครงการไทยเข้มแข็งและนโยบายรัฐบาลที่ลงไปยังชาวบ้านกำลังผลิดอกออกผล
พวกเขาวิเคราะห์ว่า การใช้มวลชนออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงดังเช่นที่กลุ่มเสื้อแดงทำนั้น ไม่อาจที่จะกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้
การที่ขอให้พวกเขาจัดชาวบ้านออกมาร่วมชุมนุมใน 1214 มี.ค. นั้น พวกเขาเห็นว่าการชุมนุมดังกล่าวขัดกับความรู้สึกของสังคม และไม่มี
“ความชอบธรรม” อีกทั้งตรรกะในการชุมนุมแทบไม่มี เพราะสังคมยอมรับคำตัดสินของศาลแล้ว ที่สำคัญคือ พวกเขาไม่ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ ยิ่งหากการชุมนุมจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงทางการเมือง พวกเขามองว่า สังคมยิ่งยอมรับไม่ได้พวกเขาวิเคราะห์สถานะของนายว่าโอกาสต่อสู้ลดลงทุกทีแม้ยังมีจิตใจสู้รบอยู่ แต่ยิ่งทำยิ่งเสียไปทุกที โอกาสที่จะให้ต่างประเทศสนับสนุนนายยิ่งเป็นไปได้ยาก เพราะประเทศประชาธิปไตยตะวันตกต่างยอมรับคำพิพากษาของศาลยุติธรรมว่านายผิดจริง
ดังนั้น โอกาสที่นายจะได้รับการสนับสนุนจากนอกประเทศ หรือจากองค์การระหว่างประเทศ เพื่อให้กลับคืนสู่อำนาจในไทยแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย พวกเขาไม่รู้ว่ากลุ่ม
“โปลิตบูโร” บนยอดตึกชินวัตร 3 วางแผนเพื่อพลิกสถานการณ์อย่างไรพวกเขาไม่รู้เรื่องเลยพวกเขามองว่า ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวในสภาก็ดี นอกสภาก็ดี ในต่างประเทศก็ดี โอกาสที่นายจะกลับมานำทัพอีกครั้งคงยาก แม้แต่นายจะเอาตัวรอดก็ยากแล้ว
ดังนั้น พวกเขาคงต้องพูดคุยกับพรรคพวกอย่างเงียบๆ ว่าจะวางแผนอนาคตของพวกตนอย่างไร เพราะการอ้างชื่อนายต่อไปอาจไม่ขลังเท่าแต่ก่อน อีกทั้งการสนับสนุนด้านการเงินจากนายอาจร่อยหรอหรือไม่คล่องแม้ว่านายจะยังมีเงินเหลือนอกประเทศอีกมากมาย แต่ก็รู้ดีว่านายใช้เงินเป็น ลงทุนไปเท่าไรต้องได้กลับมาให้คุ้ม ถ้าลงทุนแล้วโอกาสจะคุ้มทุนๆ ไม่มี ที่คิดว่านายจะ
“ทุ่ม” สุดตัวอาจไม่เป็นไปตามที่คิดก็ได้อย่างไรก็ดี พวกเขาเห็นว่า ทางเดียวที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมยอมรับได้ คือ การตรวจสอบ ขุดคุ้ย การทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งแม้นายกรัฐมนตรีซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีจุดอ่อนในเรื่องนี้แต่พรรคร่วมรัฐบาลต่างต้องตาเป็นมันเพื่อหา
“กระสุน” เตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปถ้าพรรคประชาธิปัตย์ขัดขวางก็อาจมีปัญหา แต่ถ้าปล่อยไปก็จะถูกพรรคฝ่ายค้านและสังคมขุดคุ้ยโจมตีได้ นี่เป็นหนทางเดียวที่เขาจะดึงความนิยมต่อประชาชนกลับมา แต่จะหวังพึ่งกระแสของนายแบบเก่าอาจไม่ขลังอีกแล้ว แต่ก็ยังหวังว่า นายซึ่งน่าจะยังร่ำรวยอยู่จะเผื่อแผ่ส่งกระสุนมาให้บ้าง
คำพิพากษาของศาล นอกจากเป็นบทเรียนแก่คนทั่วไปแล้ว ยังเป็นบทเรียนให้นักการเมืองกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเริ่มคิดเกี่ยวกับอนาคตของตน ว่าจะเอาอนาคตทางการเมืองไปผูกติดไว้กับนายคนเดียวต่อไปได้อีกหรือไม่ พวกนี้ได้แต่คิดและคุยกันเงียบๆ ในกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แต่คิดว่าเพื่อนคนอื่นๆ ก็คงคิดทำนองเดียวกัน เพียงแต่ทุกฝ่ายต่างสงวนท่าที และรอความหวังว่าจะได้กระสุนก้อนสุดท้ายสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป







