posttoday
คนดังระวัง...โดน

คนดังระวัง...โดน

03 มีนาคม 2555

บรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองเวลานี้

บรรยากาศ

ความขัดแย้งทางการเมืองเวลานี้ มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะกลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองขณะนี้มีหลากหลาย จนยากที่จะรู้ว่ากลุ่มไหนเป็นกลุ่มไหน

ที่สำคัญมีการใช้สารพัดรูปแบบ ต่อสู้กันทั้งทางโลกออนไลน์และการปะทะกันซึ่งหน้า ทั้งในและนอกสภา น่าใจหาย

คนที่ตกเป็นเป้าสำคัญ คือ คนที่มีชื่อเสียง อาทิ นักธุรกิจ ดารานักแสดง นักการเมือง ซึ่งอาจถูกแอบอ้างชื่อไปโพสต์ด่าบุคคลอื่น เอาชื่อไปแอบอ้าง ทั้งหลอกเงินให้ร่วมลงทุน หลอกให้โอนเงิน อ้างว่ากระเป๋าเงินหาย สารพัดที่จะใช้เล่ห์เพทุบาย ที่ร้ายแรงที่สุด คือ การโพสต์ข้อที่จาบจ้วงหมิ่นสถาบัน โพสต์ข้อความด่าทอ ใส่ร้ายให้เกิดความแตกแยกกัน

ระบบออนไลน์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ฟอร์เวิร์ดเมล แค่ “คลิก” เดียว ส่งต่อข้อความได้พรึ่บทั่วโลก

พวกที่ใช้ชื่อตัวเอง “กล้าทำกล้ารับ” ยังไม่เท่าไร แต่มีพวก “อีแอบ” หยิบชื่อคนอื่นมาแอบอ้างเพื่อให้เกิดความแตกแยก ข้อหาใส่ร้ายคนอื่น พวกนี้อันตรายยิ่งนัก

ล่าสุด นายแบงก์ใหญ่ “ชาติศิริ โสภณพนิช” กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ โดนมือดีส่งข้อความที่จาบจ้วงหมิ่นสถาบัน และอีกหลายข้อความที่ไม่เหมาะสมผ่านเว็บไซต์ของธนาคารกรุงเทพในหน้าร้องเรียน โดยใช้ชื่ออีเมลของ ชาติศิริ เป็นผู้ร้องเรียน

แต่ความมาแตกเมื่อระบบรับเรื่องร้องเรียนก็ต้องส่งข้อความกลับไปยังอีเมลที่ผู้ส่งกรอกมาว่าได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว พร้อมกับข้อความเดิมที่ผู้ส่งได้ร้องเรียนมายังธนาคาร ทำให้ ชาติศิริ ทราบว่ามีผู้ไม่หวังดีแอบอ้างกรอกชื่ออีเมลของ ชาติศิริ และเห็นเรื่องที่เขียนส่งมากรณีหมิ่นสถาบันจริง

ประเด็นระดับนายแบงก์ใหญ่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์การเมือง จะเป็นเป้าโจมตีอันตรายต่อธุรกิจและวงศ์ตระกูล หรือแค่มีข่าวว่าเมลถูกแฮก กระทบถึงความเชื่อมั่นระบบความปลอดภัยของการเงิน

งานนี้ดีเอสไอต้องเหนื่อยวิ่งล่าแม่มด พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุว่า รู้ตัวมือดีที่แอบอ้างชื่อ ชาติศิริ ไปโพสต์หมิ่นสถาบันตามที่ต่างๆ และยังแอบอ้างชื่อนายแบงก์และบุคคลมีชื่อเสียงคนอื่นๆ ด้วย แต่ยังไม่มีใครมาแจ้งความ เพราะกลัวว่าจะเสียชื่อเสียง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ผิดมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุก 3-15 ปี และผู้เสียหายที่ถูกอ้างชื่อสามารถที่จะฟ้องร้องเสียหายทางแพ่งได้

“ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ” อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า การสมัครใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยใช้ชื่อของบุคคลอื่น และมีการโพสต์ข้อความที่เป็นเท็จ เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ที่ระบุว่า การปลอมข้อมูลทั้งหมดหรือบางส่วน และอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น มีโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงยังเข้าข่ายความผิดหมิ่นประมาทด้วย

“ความผิดกรณีใช้เฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ปลอมเป็นชื่อผู้อื่นแล้วโพสต์ข้อความเป็นเท็จ ถือว่าพบเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ผู้กระทำผิดจะเป็นเยาวชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ คิดว่าไม่สามารถหาตัวได้ ซึ่งผู้เสียหายก็มีทั้งดารา คนดังอื่นๆ แต่ส่วนมากไม่ใช่เรื่องร้ายแรง เมื่อดำเนินคดีถึงศาลชั้นต้นมีการยอมรับสารภาพ โทษจึงไม่หนักหนา” ไพบูลย์ กล่าว

ขณะที่วิธีการปะทะซึ่งหน้า ตัวอย่างที่ผ่านมาคือการต่อยหน้า “เอกยุทธ อัญชันบุตร” เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ หลังเจอนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว.5 ที่โฟร์ซีซั่นส์ ซึ่งยังมีการกล่าวถึงกันทุกวันนี้

ล่าสุดสดๆ ร้อน กรณีสองคู่แฝด “สุพจน์สุพัฒน์ ศิลารัตน์” อาชีพขายน้ำหอมและเสื้อผ้าที่ จ.ปทุมธานี ขับมอเตอร์ไซค์บุกชก “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ภายในมหาวิทยาลัย โดยอ้างว่าความเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรงกัน จึงต้องการต่อต้านกลุ่มนิติราษฎร์ที่เรียกร้องการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112

แม้ทั้งสองยืนยันว่าไม่มีสี ไม่แดง ไม่เหลือง ไม่เคยร่วมชุมนุมกับกลุ่มใด แต่ผลการบุกชกครั้งนี้ หลายฝ่ายเกรงว่านี่คือสัญญาณของการใช้ความรุนแรง และอาจขยายวงต่อไป

ทั้งนี้ เนื่องจากวิธีการดังกล่าวโทษเบา แต่ส่งผลร้ายแรงต่อผู้ถูกกระทำ คือ จะอับอาย เสียชื่อเสียง ซึ่งในอดีตก็มีการขว้างปาไข่เน่า ปาขี้เข้าใส่กันมาแล้ว

ยิ่งตอนนี้ความคิดเห็นทางการเมืองเข้าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทั้งกลุ่มคัดค้านและสนับสนุนต่างเร่งกิจกรรมเพื่อให้ได้ชัยชนะ ดังนั้นโอกาสการเผชิญหน้าซึ่งนำมาสู่ความรุนแรงย่อมมีสูง

อย่างไรก็ตาม เวทีกลุ่มสยามสามัคคีที่จัดเสวนาประชาธิปไตยคัดค้านการล้มล้างรัฐธรรมนูญ 2550 ยึดอำนาจเพื่อทักษิณ ที่บริเวณอาคารลีลาศ สวนลุมพินี ซึ่งประเดิมไปเมื่อวันที่ 2 มี.ค. โดยมีประชาชนหลายพันคนเข้าร่วม ผ่านไปด้วยดี ไม่มีความรุนแรง

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี