
ดีเอสไอลงพื้นที่สอบข้อมูลเภสัชอุดร
ดีเอสไอลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลเภสัชอุดรธานีเบิกจ่ายยาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟรดีนสารตั้งต้นผลิตยาบ้ามากผิดปกติ
ดีเอสไอลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลเภสัชอุดรธานีเบิกจ่ายยาแก้หวัดสูตรซูโดอีเฟรดีนสารตั้งต้นผลิตยาบ้ามากผิดปกติ
พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผอ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้เดินทางเข้าพบ นพ.พิชาติ ดลเฉลิมยุทธนา ผอ.โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี เพื่อขอรับทราบข้อมูลที่ นายสมชาย แซ่โค้ว อายุ 41 ปี เภสัชกรชำนาญการ รพ.ศูนย์อุดรธานี ที่ทำการเบิกจ่ายยาแก้หวัดที่มีสูตร “ซูโดอีเฟรดีน” (Psudoephedrine) สารตั้งต้นผลิตยาบ้า ออกจาก รพ.ศูนย์อุดรธานี และทางโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี แจ้งความดำเนินคดีในความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ และละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ , ยักยอกทรัพย์ ยาแก้หวัดที่มีสูตร “ซูโดอีเฟรดีน” (Psudoephedrine) สารตั้งต้นผลิตยาบ้า ออกจากโรงพยาบาลฯ และ ครอบครองและมีไว้เพื่อจำหน่ายยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท มีความผิดตาม พรบ.ยาเสพติด
ทั้งนี้คณะของดีเอสไอ ได้ใช้ห้องประชุม 2 ชั้น 6 อาคารอำนวยการ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี พร้อมกับเชิญ นายดำรงค์เกียรติ ตั้งเจริญ หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรมฯ หัวหน้าของนายสมชายฯ โดยตรงมาให้ข้อมูล พร้อมนำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ที่อยู่ห้องคลังเวชภัณฑ์ ที่เป็นที่เก็บยาแก้หวัดดังกล่าว มาให้ปากคำ โดยไม่อนุญาตสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง
จากนั้น นพ.พิชาติ ผอ.โรงพยาบาล พร้อม นายดำรงค์เกียรติ หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรมฯ นำคณะของเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอ ตรวจสอบที่ห้องคลังเวชภัณฑ์ ที่ประตูคล้องด้วยโซ่ มีกุญแจปิดล๊อค ซึ่งนายสมชายฯ ผู้ต้องหา ถือลูกกุญแจสามารถเปิดกุญแจห้องได้ ซึ่งห้องคลังเวชภัณฑ์ฯ อยู่ชั้นล่างตึกเภสัชกรรม ตรงข้ามโรงอาหาร ใกล้ทางเดินไปยังที่จอดรถ ที่สามารถขนส่งเวชภัณฑ์ได้ประมาณ 100 เมตร โดยใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 15 นาที
พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผอ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ในส่วนของดีเอสไอก่อนจะเข้าพื้นที่ ได้ทำการสืบสวนสอบสวนการทุจริตการเบิกจ่ายยาก่อนหน้าแล้ว โดยมีข้อมูลส่วนหนึ่งในการทุจริตการเบิกจ่ายยามีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งในส่วนของโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี หรือที่โรงพยาบาลทองแสนขันธ์ และโรงพยาบาลอื่น ที่เราจะเดินทางไปตรวจสอบอีก ซึ่งจะพยายามเชื่อมโยงข้อมูลดูแผนประทุษกรรมว่ามีรูปแบบอย่างไร รวมถึงดูเส้นทางของยาแก้หวัดตัวนี้ ที่เบิกเข้ามาและมีการจ่ายออกไปยังที่ใด นอกจากนี้จะดูไปยังเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย
“สำหรับในส่วนของนายสมชายฯ หลังจากสอบถามข้อมูลจากทาง ผอ.โรงพยาบาลฯทราบว่า เขาเปิดร้านขายยา ที่อาจมีความเป็นได้ว่า จะนำยาไปใช้ที่ร้านของตัวเอง แต่ในชั้นสอบสวนของทางโรงพยาบาลฯ ที่รับสารภาพว่า ได้นำยาตัวนี้ส่งให้กับบุคคลอื่นต่อ โดยเราจะนำเหตุการณ์และข้อเท็จจริงที่ได้รับมาเชื่อมโยงกัน หากสืบสวนไปแล้วพบว่ามีความเชื่อมโยงกัน หรือมีความซับซ้อน มีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องอีก เราก็ต้องนำเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาว่า จะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่”พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ กล่าว
พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ กล่าวอีกว่า สำหรับโรงพยาบาลอื่น ก็จะเข้าไปดูแผนประทุษกรรม เช่นดูว่ายาตัวนี้มาจากบริษัทไหน เมื่อมีการทุจริตเขานำยาไปทำอะไร มีการเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่น ๆ หรือไม่ ดูเส้นทางการเงิน ดูการติดต่อสื่อสาร ซึ่งเรื่องนี้ทางกรมสืบสวนคดีพิเศษมีข้อมูลเดิมอยู่แล้ว โดยจะใช้ข้อมูลเดิมที่มี นำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยการที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ตัวยาของยาแก้หวัดนี้สามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นผลิตยาบ้าได้ ทางดีเอสไอมีข้อมูลเรื่องนี้อย่างไร พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ ตอบว่า เราก็พยายามคุยกับเภสัชกร โดยทราบว่าในทางทฤษฎีก็มีโอกาสทำได้ แต่ในรายละเอียดก็ต้องสอบถามผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องวิธีการสกัด หรือนำตัวยาไปใช้อย่างไร ซึ่งขณะนี้ตนยังไม่สามารถพูดได้ว่า มีการนำยาเหล่านี้ไปผลิตเป็นยาเสพติดจริงหรือไม่อย่างไร







