
การเมืองล้อคสเปก'สสร.' เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
ผ่านไปแล้วสำหรับยกที่ 1 ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายหลังจากรัฐสภาให้ความเห็นชอบ
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
ผ่านไปแล้วสำหรับยกที่ 1 ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายหลังจากรัฐสภาให้ความเห็นชอบรับหลักการร่างแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ 3 ฉบับ แก้ไขมาตรา 291 เป็นประตูสู่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แม้วาระแรกจะผ่านไปด้วยเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาดถึง 399 เสียง แต่ก็อุดมไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมหาศาล
ดูได้จากการอภิปรายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายทั้งในและนอกสภา แสดงความเป็นกังวลว่าฝ่ายการเมืองจะเข้าไปครอบงำกระบวนการได้มาของ ส.ส.ร.หรือไม่ เพราะที่มาของ ส.ส.ร.ทั้งสองรูปแบบทั้งจากการเลือกตั้งและการคัดเลือกบุคคลของรัฐสภาตามสาขาวิชาชีพ ไม่ได้มีหลักประกันจะเป็นเขตปลอดการเมือง
ยังไม่นับข้อกังวลอีกสารพัดที่ตามมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหมวด 2 เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ การแก้ไขอำนาจฝ่ายตุลาการ รวมไปถึงกระบวนการขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
ประเด็นทั้งหมดเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นชนวนให้การเมืองถูกผลักเข้าสู่ความขัดแย้งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จนกระทั่งผู้ตรวจการแผ่นดินได้เกิดความห่วงใย ต่างจึงได้ตั้งคณะที่ปรึกษาเพื่อเสนอแนะในประเด็นที่ควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมา ซึ่งได้มีความคิดเห็นและทัศนะที่น่าสนใจอย่างหลากหลายออกมาจากผู้ทรงคุณวุฒิในคณะทำงานชุดนี้
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงทัศนะว่า รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดของประเทศ และในระบอบประชาธิปไตย การออกกฎหมายเพื่อการปกครองต้องมาจากประชาชน และต้องปลอดจากการครอบงำของฝ่ายการเมือง
“โดยหลักการแล้วการมี ส.ส.ร. เพื่อให้มีคณะบุคคลเข้ามาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแทน สส.หรือ สว. เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีส่วนได้เสียกับร่างรัฐธรรรมนูญโดยตรงมายกร่างรัฐธรรมนูญเอง เพราะหากเขียนเองก็เลี่ยงไม่พ้นประโยชน์ส่วนตัวและยากต่อการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในการตรวจสอบเชิงถ่วงดุลอำนาจ และไม่นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองให้กับประเทศ”
ปริญญา มองในส่วนของที่มา ส.ส.ร. ว่า การกำหนดให้บุคคลเข้ามาลงสมัคร ส.ส.ร. ไม่ต่างอะไรกับให้ผู้ต้องการเป็น สส. มาสมัครรับเลือกตั้ง เท่ากับว่าตัวคนที่ได้มามีโอกาสสูงที่ฐานเสียงของพรรคการเมืองในแต่ละพื้นที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ส.ส.ร. ทางออกสำหรับเรื่องนี้สามารถทำได้ โดยการตั้งคณะกรรมการสรรหาในแต่ละจังหวัดขึ้นมาเพื่อเลือกบุคคลที่เหมาะสมประมาณ 5 คน และให้ประชาชนเป็นผู้เลือก เพราะมีคนจำนวนหนึ่งเหมาะสม แต่ไม่ต้องการมาสมัคร ทำให้ได้กระบวนการเหมาะสมและมีความแตกต่าง
“ยืนยันว่าต้องมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. ถ้าเป็นการสมัครธรรมดาก็ไม่แตกต่างอะไรจากการสมัคร สส.”
เช่นเดียวกับ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เห็นว่า การทำให้ ส.ส.ร.ไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ยากมากในทางปฏิบัติ เพราะแต่ละพื้นที่มีการยึดโยงกับฐานเสียงของพรรคการเมืองชัดเจน เช่น ภาคใต้ เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นของพรรคเพื่อไทย และภาคกลางก็จะผสมกับหลายพรรคการเมือง
“อย่าลืมว่าบ้านเราการเลือกตั้งมีการจัดตั้งทั้งนั้น ดังนั้น วิธีการแก้ไขให้ ส.ส.ร.ปลอดจากการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากถึงมากที่สุด หากแก้ไขไม่ได้ รัฐธรรมนูญก็จะถูกเขียนขึ้นตามความต้องการของเสียงข้างมากในรัฐสภา เนื่องจากรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยมีเสียงข้างมากที่สุด ทำให้มองว่าได้ว่าหน้าตารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ออกมา จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเพื่อไทยและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)”
กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยอมรับว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ ส.ส.ร.จะปลอดจากฝ่ายการเมือง เพราะการตั้ง ส.ส.ร.เป็นเรื่องของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาดำเนินการ เมื่อหลุดพ้นจากการเมืองไม่ได้ เป้าหมาย คือ ฝ่ายการเมืองต้องทำหน้าที่ที่ดี โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนร่วมของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง และต้องสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชนด้วยว่าเป็นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
“เป็นเรื่องธรรมชาติที่ฝ่ายการเมืองจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ส.ส.ร. ให้แยกจากกันคงเป็นเรื่องลำบาก อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญคือต้องไม่ทำอะไรเพื่อหวังผลเป็นการส่วนตัวหรือพวกพ้อง ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร คงไม่ทราบตอบได้ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะมาตอบคำถามในเรื่องดังกล่าว”
สอดคล้องกับ จรัส สุวรรณมาลา อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีต ส.ส.ร. ปี 2550 เชื่อว่า การเมืองต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ส.ส.ร.ไม่ทางใดทางหนึ่งแน่นอน เห็นได้จาก ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งในแต่ละจังหวัดต้องอาศัยพรรคการเมืองช่วย เท่ากับว่าคนที่จะเข้ามาเป็น ส.ส.ร.ก็ต้องหาเสียงเพื่อให้ได้เข้ามาเป็น ไม่ต่างอะไรกับการได้มาของ ส.ส.ร. อีกส่วนหนึ่งที่มาจากการสรรหาของรัฐสภา เพราะต้องผ่านการพิจารณาของนักการเมืองอยู่ดี
“ไม่เห็นทางเลยว่าจะทำอย่างไรให้ ส.ส.ร.ไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยว ส่วนวิธีแก้ไขมองว่าทำได้ยากเช่นกัน ที่มา ส.ส.ร.ต้องไปดูที่กระบวนการ ขั้นตอน ว่าจะร่างมาตราไหน”
การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังเข้าสู่กระบวนการอย่างเป็นทางการ คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “การเมือง” ได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับ ส.ส.ร.ทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่มากก็น้อย กลายเป็นสภาพการณ์ที่ทำให้สังคมต้องยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น และช่วยกันใช้สิทธิและของตัวเอง เพื่อร่วมกันตรวจสอบว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นมานั้น จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือไม่ ให้สมกับเจตนารมณ์ประชาธิปไตย







