posttoday
'ปู'คุมแก้รธน.เบ็ดเสร็จ ในสภาเอาอยู่-นอกสภาไม่แน่

'ปู'คุมแก้รธน.เบ็ดเสร็จ ในสภาเอาอยู่-นอกสภาไม่แน่

27 กุมภาพันธ์ 2555

ได้เดินหน้านับหนึ่งสมใจปรารถนาของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” แล้ว สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ได้เดินหน้านับหนึ่งสมใจปรารถนาของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” แล้ว สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ภายหลังรัฐสภามีมติเสียงข้างมากเห็นชอบรับหลักการในวาระที่ 1 ด้วยคะแนน 399 เสียง 199 เสียง

จากนี้ไปจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 45 คน ซึ่งจะเริ่มประชุมครั้งแรกในวันที่ 29 ก.พ.นี้ เพื่อตั้งประธาน กมธ.พร้อมกับกำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาแก้ไขถ้อยคำด้วย คาดว่าการทำงานอยู่ในระหว่าง 30-45 วัน

เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้อย่างนี้ ถือว่าสร้างความใจชื้นให้กับรัฐบาลพอสมควร เพราะตอนแรกเกรงกันว่าจะเกิดกระแสตีกลับอย่างรุนแรง หาก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก.บริหารหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันทางการเงิน ไม่ผ่านการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

สุดท้ายทุกอย่างเป็นไปตามทางที่โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบตามที่ปูเอาไว้ แม้จะมีกระแสต้านมากวนใจเล็กน้อยบ้างในช่วงแรกของการพิจารณาวาระที่ 1 แต่ก็ไม่เป็นผลระคายเคืองรัฐบาลเท่าไหรนัก

ขณะเดียวกัน ตัวเลข 399 เสียงที่ออกมาให้ความเห็นชอบนั้น นับว่าเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของรัฐบาลเช่นกัน

โดยตอนแรกรัฐบาลยังกะเกณฑ์เอาคร่าวๆ ด้วยซ้ำว่าเสียงที่น่าจะให้ผ่านคงอยู่ประมาณไม่เกิน 360 หรือ 370 เสียงด้วยซ้ำ โดยบวกเอาจากฐานเสียงของรัฐบาล 300 เสียงกับ สว.เลือกตั้งและ สว.สรรหาที่มีจุดยืนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดบางส่วน

ลงลึกไปในตัวเลข 399 เสียง ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อยพบว่ามีส่วนสำคัญมาจาก “พรรคภูมิใจไทย” (34 เสียง) ไม้เบื่อไม้เมาของพรรคเพื่อไทยในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมา

'ปู'คุมแก้รธน.เบ็ดเสร็จ ในสภาเอาอยู่-นอกสภาไม่แน่

 

โดยสัญญาณที่พรรคภูมิใจไทยได้แสดงออกมาระหว่างการอภิปราย พบว่า มีแนวโน้มสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับอยู่แล้ว แม้จะมีเงื่อนไขเกี่ยวกับการห้ามแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และระบบการเมืองการปกครอง

ประกอบกับบทบาทของพรรคในช่วงระยะหลังมานี้ มักแสดงตีตนออกห่างพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ร่วมลงชื่อในญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งล่าสุดเกี่ยวกับปัญหาน้ำท่วม

ไม่เพียงเท่านี้ มีหลายต่อหลายครั้งที่ไม่ค่อยเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) จนสร้างความฉงนให้กับประชาธิปัตย์เช่นกันว่าพรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนต่อการเป็นฝ่ายค้านอย่างไร

ท่าทีเหล่านี้ เป็นการแสดงออกให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังปลีกตัวออกมาเป็น “พรรคฝ่ายค้านอิสระ” เสมือนหนึ่งแต่งตัวรอการร่วมรัฐบาลในอนาคต หากกลุ่มบ้านเลขที่ 111 พ้นโทษการตัดสิทธิทางการเมืองหรือไม่ สิ้นเดือน พ.ค. คงได้เห็นคำตอบพร้อมกันทั่วประเทศ

ขณะที่คะแนนเสียงอีกส่วนรัฐบาลได้แรงสนับสนุนมาจาก “สว.เลือกตั้ง” แน่นอนว่าสว.กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์

จุดยืนของ สว.เลือกตั้ง ต้องการให้เปลี่ยนระบบที่มาของ สว.ให้มาจากการเลือกตั้งหมด โดยมองว่าระบบปัจจุบันไม่ยุติธรรมเป็นอย่างมาก

กล่าวคือ ระบบปัจจุบันกำหนดให้ สว.เลือกตั้งมีวาระ 6 ปีก็จริง แต่ดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว ตรงกันข้ามกับ สว.สรรหา มีวาระ 6 ปีเหมือนกัน และต้องรับการสรรหาใหม่เมื่อเป็น สว.มา 3 ปี แต่บุคคลที่ได้รับการสรรหาเข้ามาใหม่กลับมาสามารถเป็น สว.ได้ถึง 6 ปี เท่ากับว่าถ้าหากคนที่เคยเป็นแล้วได้รับการสรรหาเข้ามาอีกจะทำให้มีวาระถึง 9 ปี ซึ่งถือเป็นความไม่ยุติธรรม

อย่าได้แปลกใจว่า ทำไมการทำงานของวุฒิสภาในปัจจุบันถึงเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันอย่างชัดในปัจจุบัน

ดูจากภาพรวมการควบคุมเสียงในรัฐสภาณ ขณะนี้ ไม่ใช่ปัญหาของรัฐบาลอีกแล้ว ส่งผลให้การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ข้างหน้าคงจะผ่านไปอย่างง่ายดาย

แม้การเมืองในรัฐสภาอาจเป็นสิ่งมีชีวิตเชื่องๆ ที่รัฐบาลสามารถควบคุมได้แบบไม่ยากเย็นนัก แต่กับการเมืองนอกสภา อาจเป็นม้าพยศที่ยากต่อการควบคุมของรัฐบาล

จุดเปราะบางสำคัญที่สุด คือ รูปธรรมของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่คำตอบว่าแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง

ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ได้หลักประกันชัดเจนมากนักกับหลายคำถามที่ละเอียดอ่อนว่าจะเกิดขึ้นกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประกอบด้วย

การแก้ไขหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์

การรื้อองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

การนิรโทษกรรมผ่านการยกเลิกมาตรา 309

การแตะต้องโครงสร้างอำนาจตุลาการ

ทุกคำถามเหล่านี้รัฐบาลได้ให้คำตอบเพียงแค่ “เป็นหน้าที่ของ ส.ส.ร. รัฐบาลเข้าไปทำอะไรไม่ได้” แต่คำตอบนี้ก็ได้รับการสวนกลับมาว่า“ที่มาของ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งที่ต้องอิงฐานการเมือง เท่ากับว่าฝ่ายการเมืองย่อมจะเข้าไปมีบทบาทด้วย”

สถานการณ์ลักษณะนี้ไม่ต่างอะไรกับ“ทุกทางออกมีปัญหา ทุกปัญหาไร้ทางออก”ยิ่งรัฐบาลยังให้ความชัดเจนเหล่านี้ไม่ได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ต่อคนในสังคมเท่าไหร รัฐบาลย่อมหนีไม่พ้นกับการเผชิญกับม็อบการเมืองเท่านั้น

เหมือนกับสมัยรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเจอมาแล้ว จนต้องทำให้นายกรัฐมนตรีของพรรคต้องตกเก้าอี้ถึง 2 ครั้ง และสูญเสียอำนาจทางการเมืองไปในที่สุด

เพราะฉะนั้น ความย่ามใจของรัฐบาลที่มีต่อการคุมเสียงในรัฐสภา อาจไม่ได้เป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจบลงแบบแฮปปี้เอนดิง ตราบใดที่ยังไม่สามารถคุมการเมืองนอกสภาได้


 

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่