
ละเลงงบ3.5แสนล้าน...ไม่ช่วยแก้น้ำท่วม?
หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และตัวแทนเครือข่ายลุ่มน้ำ ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และตัวแทนเครือข่ายลุ่มน้ำ ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการการแก้ไขปัญหาอุทกภัยหัวข้อ “ถอดบทเรียน มหาอุทกภัย ปี 2554” ภายหลัง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 จำนวน 3.5 แสนล้านบาท ผ่านความเห็นชอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
คำถามในเวทีนี้ก็คือ จะนำเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่กำลังจะไปกู้มาไปวางแผนบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้เกิดน้ำท่วมขึ้นอีก
ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ให้ทุกฝ่ายช่วยกันจับตาดูการใช้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาทให้ดี เนื่องจากเท่าที่ศึกษารายละเอียดทั้งหมดยังขาดส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งต่างกับประเทศที่เจริญแล้วที่ต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดว่า เงินในอนาคตที่รัฐบาลต้องไปกู้มาจะมีประโยชน์ต่อตัวเขาเองอย่างไรบ้าง รวมถึงจะลดพิบัติภัยได้ขนาดไหน
“วิธีคิดของการวางแผนน้ำอนาคตของเราใช้ฐานจากมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา จากปริมาณน้ำ 1.7 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร แล้วมาแตกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ควรจะซับด้วยป่าเท่าไร ผมตั้งคำถามว่า เรามั่นใจได้ขนาดไหนว่าน้ำที่เข้ามาจะไม่ใหญ่ไปกว่าปีที่แล้ว แล้วถ้าเข้ามามากกว่า หากปริมาณน้ำฝนหรือพายุที่เข้ามามากขึ้น แต่เราใช้เงินลงทุน 3.5 แสนล้านบาท ไปแล้วอะไรจะเกิดขึ้น” ธนวัฒน์ ตั้งข้อสังเกต
ธนวัฒน์ ยังแสดงความกังวลว่า แผนทั้งหมดที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) กำหนดว่า 90% เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแทบทั้งหมด และที่มากไปกว่านั้นก็คือ โรงงานอุตสาหกรรม เอกชน บ้านจัดสรร หรือแม้แต่เกษตรกรต่างก็ใช้เงินที่พอมีสร้างคันกั้นน้ำของตัวเอง ขอใช้คำว่า “กำแพงเมืองจีน” เต็มพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางทั้งหมด จนสุดท้ายน้ำก็เคลื่อนไปไหนมาไหนไม่ได้
ฉะนั้น จะต้องมีการควบคุมจากภาครัฐ และรัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่าเงินเหล่านี้จะคุ้มค่ามากเพียงใด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลุ้นกันปีต่อปี รุ่นลูกหลานต้องลุ้นว่าต้องหนีไปเมืองอื่นไหม หรือจะให้ทุกคนเตรียมเครื่องปั๊มน้ำไว้ปั๊มน้ำออกกันต่อไป
ขณะที่ หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า ประเทศไทยควรมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการลุ่มน้ำ” ที่ให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการลุ่มน้ำในท้องถิ่นของตัวเอง โดยมีกรมทรัพยากรน้ำเป็นเลขานุการ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติโดยตำแหน่ง
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรรมการชุดนี้ไม่ได้มีบทบาทกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยเลย ทั้งที่กลไกในส่วนนี้มีประโยชน์ เพราะอยู่ในพื้นที่จริง รวมถึงมีข้อมูลความลึกของคูคลองอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่มีการเรียกประชุมเลย สอบถามไปยังกรมทรัพยากรน้ำก็อ้างเพียงว่าคณะรัฐมนตรียังไม่มีมติให้จัดการประชุม ทั้งที่กรมเองสามารถเดินหน้าประชุมเองได้แต่กลับไม่ทำ
ขณะที่ทรัพยากรอีกส่วนที่หาญณรงค์เป็นห่วงก็คือ “บึงรับน้ำ” เดิมที กยน.วางให้เป็นพื้นที่รับน้ำนั้น ขณะนี้พื้นที่บึงสีไฟ จ.พิจิตร ที่เป็นพื้นที่รับน้ำใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ กลับไม่มีเส้นทางเชื่อมต่อกับแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน ทำให้พื้นที่แก้มลิงขาดหายไป รับได้แต่น้ำฝนเพียงอย่างเดียว
เช่นเดียวกับทุ่งกะโล่ที่ จ.อุตรดิตถ์ ที่ประชาชนในบริเวณดังกล่าวเห็นว่าควรใช้เป็นแก้มลิงรับน้ำ แต่หน่วยงานราชการกลับให้ก่อสร้างศูนย์ราชการของจังหวัดแทน
นอกจากนี้ ทรัพยากรอีกอย่างหนึ่ง คือ ทรัพยากร “คน” ของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ฝ่ายปกครองไปจนถึงข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่สามารถลงไปสำรวจได้ว่า ในหมู่บ้าน ตำบล และพื้นที่แต่ละแห่งได้รับผลกระทบมากเท่าใด เพื่อจัดศูนย์อพยพกรณีเกิดภัยพิบัติขึ้น แต่กลายเป็นว่า ขณะนี้ยังคงนิ่งเฉยและยังไม่มีการซ้อมแผนเผชิญเหตุ
ด้าน พล.ร.อ.ปรีชา เตชรัตน์ รองประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า น่าแปลกใจที่ขณะนี้สถานีวัดระดับความเร็วน้ำที่อยู่ใต้เขื่อนหลักบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำน้อยชำรุดลงทั้งหมด และจากข้อมูลที่ทราบพบว่ามีตัวเลขที่คลาดเคลื่อนระหว่างตัวเลขของกรมชลประทานและของภาคประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ อัตราการไหลของน้ำที่ไหลผ่านประตูระบายน้ำต่างๆ มีความเร็วมากจากการพร่องน้ำของเขื่อนต่างๆ ประกอบกับความพยายามกั้นประตูระบายน้ำในหลายพื้นที่ทำให้มีความเสี่ยงที่พื้นที่เดิมจะประสบปัญหาซ้ำอีกครั้ง ขอเสนอให้ประชาชนตั้งแต่ใต้เขื่อนเจ้าพระยาลงมาลดการทำนาให้เหลือปีละ 2 ครั้ง และในเดือน ส.ค.เป็นต้นไปเป็นทางน้ำผ่าน
รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีพายุเข้าสู่ประเทศไทยจำนวนมาก รวมถึงลมตะวันตกเฉียงใต้และลมตะวันออกเฉียงเหนือ อาจยังคงมีกำลังแรงอยู่ ซึ่งตัวเลขปริมาณน้ำฝนและสภาพทั่วไปในปีนี้ก็คล้ายคลึงกับปี 2551 ที่พายุไซโคลนนาร์กีสเข้าถล่มสหภาพพม่าจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จึงอาจเป็นไปได้ว่าจะมีพายุไซโคลนเกิดขึ้นอีก
อีกวงเสวนาหัวข้อ “บทบาทและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการแก้ไขภัยพิบัติธรรมชาติ” สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และ กยน. ระบุว่า จะเสนอให้รัฐบาลสร้างเขื่อนปิดอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ฉะเชิงเทรา ถึง อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ไม่ให้น้ำทะเลเข้ามาภายในได้ เนื่องจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ได้ศึกษามาเชื่อได้ว่าจะเกิดสึนามิอีกทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งพื้นที่ปลอดภัยที่สุดของประเทศไทยจะอยู่ที่ภาคอีสาน โดยนักวิชาการมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก็ศึกษาพบว่าในไม่กี่ปีข้างหน้าพื้นที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม จะถูกน้ำท่วมถาวร







