
โลกนับถอยหลังกรีซชนวนระเบิดรอบใหม่
โล่งอกเบาใจกันไปได้เปลาะหนึ่ง สำหรับวิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โล่งอกเบาใจกันไปได้เปลาะหนึ่ง สำหรับวิกฤตหนี้สาธารณะของกรีซ ที่ในที่สุดบรรดาผู้นำในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ก็หาทางรอดให้กรีซไม่ต้องผิดนัดชำระหนี้ในเดือน มี.ค. ด้วยการอนุมัติเงินช่วยเหลือรอบที่ 2 มูลค่า 1.3 แสนล้านยูโร (ราว 5.2 ล้านล้านบาท) ได้เป็นผลสำเร็จ หลังเจรจายืดเยื้อมานานกว่า 7 เดือน
อย่างไรก็ตาม แม้จะรอดวิกฤตในครั้งนี้ไปได้แบบที่นักลงทุนทั่วโลกสะท้านสันหลังไปตามๆ กันแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากรีซจะไม่ก่อปัญหากวนใจขึ้นมาอีก
เพราะทันทีที่อียูมีมติตัดสินใจให้เงินช่วยเหลือกรีซ บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลก ไล่เรียงตั้งแต่ซิตี้ กรุ๊ป ยันคอมเมิร์ซแบงก์ ต่างเห็นตรงกันว่าวงจรชนวนของระเบิดเวลาลูกใหม่ได้เริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว
ระเบิดเวลาดังกล่าวเกี่ยวพันกับความจริงที่ว่า กรีซกำลังอยู่ท่ามกลางปัจจัยโหดที่ล้วนแล้วแต่บีบให้รัฐบาลกรีซมีสิทธิละเมิดเงื่อนไขของเงินช่วยเหลือรอบที่ 2 กับอียู กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จนทั่วโลกอาจจะได้หลอนกับวิกฤตหนี้สาธารณะที่เพิ่งจะหายห่วงกันไป
และกลายเป็นบทสรุปที่นักลงทุนทั่วโลกเห็นตรงกันโดยไม่ได้คาดหมายว่า กรีซมีแนวโน้มผิดเงื่อนไขกับอียู ไอเอ็มเอฟ และอีซีบี ภายในระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้
ถือเป็นคำปรามาสต่อทั้งอียูกับกรีซอย่างรุนแรง เนื่องจากคำกล่าวที่เกิดขึ้นไม่ต่างอะไรกับการบอกว่า การเสียสละของเจ้าหนี้ภาคเอกชน และแผนการกู้วิกฤตหนี้ของอียู ซึ่งรวมถึงแผนรัดเข็มขัดและแผนสหภาพการคลังที่ขบคิดถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
พูดให้ง่ายเข้าก็คือ เงินช่วยเหลือกรีซครั้งใหม่นี้เพียงแค่ปิดบาดแผลไว้เท่านั้น แต่ต้นตอของเชื้อโรคยังไม่ได้รับการรักษาให้หายขาด
ทั้งนี้ ที่มาของคำสบประมาทเกิดจากความจริงที่ว่า เศรษฐกิจกรีซอยู่ในสภาวะถดถอยต่อเนื่องล่วงเข้าสู่ปีที่ 5 แถมไร้สัญญาณฟื้นใดๆ ตามด้วยการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในเดือน เม.ย. ซึ่งผลประโยชน์ของนักการเมืองเพื่อแลกกับอำนาจอาจนำมาซึ่งหายนะครั้งใหม่ของการคลังประเทศ และความอดทนของชาวกรีซที่ต้องเผชิญกับชีวิตที่ยากลำบากเริ่มน้อยลงทุกที จนการลุกฮือประท้วงอาจกลายเป็นสถานการณ์ปกติประจำวันประจำชาติ
ในมุมมองของนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ แม้อียูเลือกที่จะช่วยกรีซเพื่อรักษาความเป็นหนึ่งเดียวกันของยูโรโซน แต่หนทางดังกล่าวที่ต้องแลกกับกฎระเบียบคุมเข้มที่ทำให้กรีซแทบหายใจไม่ออก ทั้งการตัดเงินบำนาญ ลดค่าจ้างขั้นต่ำ ปรับระบบประกันสุขภาพ ปลดคนงาน และขายทรัพย์สินของรัฐ แถมต้องนำมาตรการประหยัดแบบไม่ลืมหูลืมตาที่ว่านี้มาใช้ ในขณะที่อัตราการว่างงานของประเทศพุ่งสูงถึง 20% ทำให้กรีซอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับการเดินสู่ปากเหวที่มีคำว่า “ล้มละลาย” รออยู่ก้นหลุม
เพราะต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ต้องมีเงินหมุนเวียน ต้องมีการใช้จ่ายจากทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน ขืนเดินหน้าประหยัดลูกเดียว เศรษฐกิจที่กำลังถดถอยก็จะกลายเป็นซึมยาว
แต่ครั้นจะให้เศรษฐกิจโตด้วยการลดค่าเงินเพื่อกระตุ้นการส่งออกและค่าใช้จ่าย ก็ไม่มีอะไรที่จะการันตีได้ว่าเศรษฐกิจของกรีซจะเติบโตขึ้นได้จริง เนื่องจากเพื่อนบ้านรอบข้างก็กำลังตะเกียกตะกายเอาตัวให้รอดพอกัน และนักลงทุนทั่วโลกเองก็เริ่มหมดความเชื่อมั่นเชื่อถือในตัวอียูและกรีซจนคร้านที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออีกต่อไป
ทั้งนี้ คริสเตียน สชูลซ์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเบเรนเบิร์กในกรุงลอนดอน และเจนนิเฟอร์ แมคคีโอน จากแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ถึงกับคาดการณ์ตรงกันว่า ผลลัพธ์เลวร้ายจากการใช้แผนรัดเข็มขัดที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ของกรีซยังมีอยู่แน่นอน ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุด กรีซจะต้องเลือกเดินออกจากกลุ่มอียูอย่างไม่ต้องสงสัย โดยนักเศรษฐศาสตร์จากแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ ถึงกับคาดการณ์อย่างเชื่อมั่นว่ามีความเป็นไปได้สูงที่กรีซจะต้องเนรเทศตัวเองภายในปีนี้
ความเห็นข้างต้นได้รับแรงสนับสนุนจาก กิลลอว์เม เมนูเอต์ นักเศรษฐศาสตร์จากซิตี้ กรุ๊ป ประจำลอนดอน ที่กล่าวว่า กรีซมีแววเผชิญกับวิบากกรรมทางเศรษฐกิจแน่นอน หากเดินหน้าทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับอียูและไอเอ็มเอฟ
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ถ้ากรีซทำตามแผนรัดเข็มขัด เศรษฐกิจก็จะไม่โต แต่ถ้าเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจโต หนี้สาธารณะที่สูงถึง 160% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ก็อาจติดลมบนดึงให้ลดลงยากอีก
สถานการณ์ที่เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่รอด ทำให้กรีซไม่น่าจะลดการขาดดุลได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ จนส่งผลให้กรีซจำเป็นต้องผิดนัดชำระหนี้ภายในสิ้นปี 2555
ทั้งนี้ โจเอิร์ก แคร์เมอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ ในแฟรงก์เฟิร์ต ได้คำนวณให้เห็นคร่าวๆ ว่า ถ้าจะให้กรีซลดภาระหนี้ได้และประเทศอยู่รอด รัฐบาลจะต้องหามาตรการใดๆ ก็ตามกระตุ้นให้ประเทศโตต่อเนื่องทุกปีอย่างน้อย 0.5% ไม่เช่นนั้นที่อุตส่าห์พยายามแทบตายเพื่อลดปริมาณหนี้ให้เหลือ 120.5% ต่อจีดีพี ก็ไร้ความหมาย
แน่นอนว่า ต่อให้เป็นนักวิเคราะห์สมัครเล่นก็คาดการณ์ได้อย่างไม่ยากเย็นว่า จะดันให้ประเทศที่กำลังจมหนี้ แถมติดหล่มเศรษฐกิจถดถอยโตขึ้นมากกว่า 0.5% เป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก
นอกจากนี้ สถานการณ์ที่ล้วนเกิดขึ้นได้ อาจทำให้รอยร้าวที่เริ่มเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนในประเทศสมาชิกอียูเริ่มระหองระแหง จนผู้นำประเทศตัดสินใจหยุดให้เงินช่วยเหลือกรีซ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการบีบให้กรีซออกจากอียู
ยังไม่นับรวมกับความเสี่ยงที่ว่า แม้อียูจะบีบให้กรีซยอมเปิดทางให้ทรอยกา คณะกรรมการร่วมของอียู ไอเอ็มเอฟ และอีซีบี เข้าตรวจสอบกรีซได้เต็มที่ แต่รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งในเดือน เม.ย. อาจไม่ขอทน ลุกขึ้นมาฉีกสัญญาได้ทุกเมื่อ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ปัจจัยทั้งหมดล้วนทำให้นักลงทุนทั่วโลกกังขาในความสามารถของกรีซและของอียูอย่างเห็นได้ชัด และทำให้อดวิตกไม่ได้ว่ากรีซจะตามมาหลอกหลอนภายในเร็ววันนี้







