
แผนจัดการน้ำ
สถานการณ์ภัยแล้งไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง ซ้ำยังหนักหนาสาหัสมากกว่าที่ประเมินกันไว้ ล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า มีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติแล้งแล้ว 29 จังหวัด มีพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน 28,649 หมู่บ้าน คิดเป็น 14% ขอจำนวนหมู่บ้านทั้งประเทศ ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 3.8 ล้านคน พื้นที่เพาะปลูกเสียหายนับแสนไร่ หากเทียบกับปี 2552 ที่ผ่านมา จำนวนหมู่บ้านและประชาชนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นถึง 48%
ไม่เพียงแต่ปัจจัยธรรมชาติ แต่การกระทำของมนุษย์ก็ส่งผลเช่นกัน กรณีแม่น้ำโขงแห้งขอดจนไม่สามารถใช้สัญจรไปมาได้ ส่งผลให้น้ำในแม่น้ำสาขาที่ไหลเข้าหล่อเลี้ยงพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำต้องประสบปัญหาอย่างหนัก ผืนนานับล้านไร่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตั้งแต่ประเทศจีนไล่ลงมายังประเทศพม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าทรัพยากรน้ำเป็นปัญหาสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมการรองรับผลกระทบต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่เพียงแต่การเตรียมพร้อมในประเทศเท่านั้น แต่หมายรวมถึงการเตรียมพร้อมร่วมมือกันในระดับภูมิภาค
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้จึงเป็นตัวชี้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยไม่อาจจัดการกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้กรมชลประทานจะออกมาประกาศแจ้งเตือนถึงปริมาณน้ำที่มีอยู่ว่าไม่เพียงพอให้เกษตรกรทำนาปรัง แต่เกษตรกรที่มีความหวังต่อราคาข้าวที่พุ่งสูงก็ยังเสี่ยงทำนา แต่หน่วยงานอื่นๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ไม่มีการเตรียมการรองรับ ผลที่สุดความหวังของชาวนาก็พังสลาย และตามมาด้วยหนี้ก้อนใหม่ซึ่งเกิดจากการกู้ยืมมาลงทุนทำนาปรังแล้วไม่ได้ผล
ดังนั้น ผลกระทบและปัญหาที่เกิดขึ้นในปีนี้จึงน่าที่จะเป็นบทเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางเตรียมรับมือกับปัญหาในอนาคต โดยจะต้องมองภาพอนาคต ประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีก 5 ปี 10 ปี หรือมองให้ไกลกว่านั้น ยิ่งหากกรมชลประทานประเมินว่าสถานการณ์ทรัพยากรน้ำในทศวรรษหน้าจะยิ่งมีปัญหาหนักขึ้นถึงขั้นวิกฤต ก็ต้องเตรียมแผนการบริหารจัดการและแก้ปัญหาไว้เพื่อลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด
รากฐานเศรษฐกิจไทยยังผูกโยงอยู่กับภาคเกษตรกรรม รวมทั้งประชากรกว่าครึ่งประเทศก็ยังอยู่ในภาคการผลิตนี้ ซึ่งทรัพยากรน้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลิตในภาคการเกษตร ผลผลิตดีก็ย่อมหมายถึงประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีรายได้ที่จะใช้จ่ายมากขึ้น รวมทั้งสถานการณ์วิกฤตอาหารโลกยิ่งเป็นปัจจัยหนุนเสริมให้ภาคการเกษตรเป็นตัวจักรสำคัญในการสร้างรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในทศวรรษหน้าจึงต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อคนส่วนใหญ่ในประเทศ







