posttoday
"ปู"ทัวร์ลุ่มน้ำพ่วงหาเสียง

"ปู"ทัวร์ลุ่มน้ำพ่วงหาเสียง

20 กุมภาพันธ์ 2555

ทัวร์พื้นที่รับน้ำครั้งนี้จึงเป็นเพียงคำสัญญาณปากเปล่าทิ้งไว้กลางทุ่งและปลายปีนี้ อาจได้เห็น“ม็อบน้ำ” มาทวงถามความรับผิดชอบ

โดย...ปริญญา ชูเลขา

บรรยากาศอบอวลด้วยเสียงโห่ร้องปรบมือต้อนรับราวกับช่วงฤดูกาลหาเสียงเลือกตั้งไม่มีผิด

ระหว่าง“ทัวร์นกขมิ้น ค่ำไหนนอนนั้น” ครั้งที่ 1 ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี(ครม.)

แม้จะมีเป้าหมายลงพื้นที่ไปแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ โดยใช้เวลาระหว่างวันที่ 13 - 17 ก.พ.ที่ผ่านมาก็ตาม

"ปู"ทัวร์ลุ่มน้ำพ่วงหาเสียง

ทุกจุดที่นายกรัฐมนตรีและครม. ผู้ว่าราชการจังหวัด เดินทางลงจากขบวนรถอันยาวเหยียด อยู่ท่ามกลางรอยยิ้มป้ายผ้าและดอกกุหลาบแดงที่มวลชนนับร้อยนับพันคนที่พร้อมใจกันสวมใส่เสื้อสีแดงมารอรับหยิบยื่นกำลังใจให้นายกรัฐมนตรี ด้วยใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีที่ได้เห็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของเมืองไทย มายืนอยู่กลางทุ่งนา แต่ในใจลึกๆของพวกเขายังคงร้องถามซ้ำๆว่า “ไม่แน่ใจ” ว่าปีนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะเอาอยู่อีกหรือไม่ และพวกเขาก็ทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากทำใจยิ้มสู้ 

ทัวร์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาคราวนี้ เนื้องานใหม่ๆที่พอเห็นเป็นเนื้อเป็นหนังจากทัวร์นกขมิ้นที่บินตะลอนจากบนลงล่างไล่มาตั้งแต่ต้น กลางและปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่วันแรก 13 ก.พ. ที่นายกรัฐมนตรี เลือกเป้าหมายไป เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วมาปิดท้ายที่ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ จังหวัดปทุมธานี ด่านสุดท้ายก่อนที่กองทัพน้ำจะบุกเข้ากรุงเทพมหานคร ในวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา

เป้าหมายในการเดินทางมาพร้อมกับดรีมทีมแก้น้ำท่วม หรือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) มี 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.หาพื้นที่ทุ่งรับน้ำ หรือ แก้มลิงให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ 2 ล้านไร่ รับน้ำได้ 6 พันล้าน ลบ.ม. และ 2.ติดตามความคืบหน้าแผน/โครงการเร่งด่วน สำคัญ 117 โครงการ ซึ่งทางรัฐบาลอนุมัติงบประมาณไปแล้ว 4.9 พันล้านบาท ย้ำชัดต้องเสร็จภายใน 3 เดือน ก่อนน้ำจะมาช่วงเดือน ส.ค.นี้  ตามที่นายกรัฐมนตรีขีดเส้นตายไว้

นี่คือหัวใจสำคัญของทัวร์ลุ่มน้ำในคราวนี้

จึงต้องควง กยน.และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่มาจับเข่าคุยกับชาวบ้านและส่วนราชการให้เข้าใจแผนบริหารจัดการน้ำ

 

"ปู"ทัวร์ลุ่มน้ำพ่วงหาเสียง

ประหนึ่งเป็นการทำความเข้าใจถึง “แผนหน่วงน้ำ” และ “แผนระบายน้ำ” เริ่มจากขอความร่วมมือชาวบ้านให้เปิด “ที่นา” รับน้ำในช่วงเดือน 8 -10 เป็น แก้มลิงชั่วคราวตอนน้ำมา

แต่ในความเป็นจริงการจัดหาพื้นที่แก้มลิงไมใช่เรื่องง่าย 

แม้รัฐบาลประกาศว่าจะพยายามจัดหาพื้นที่แก้มลิง 2 ล้านไร่ โดยหลีกเลี่ยงพื้นที่ชาวบ้าน ซึ่งเป็นไปได้ยาก เพราะทราบดีว่าทั้งใน 6 จังหวัดพื้นที่กลางน้ำ มีพื้นที่ทุ่งรับน้ำธรรมชาติเพียง 10% เท่านั้น ที่สำคัญห้วย หนอง คลอง บึง ส่วนใหญ่ตื้นเขิน คับแคบเพราะถูกบุกรุกโดยชาวบ้านไปใช้ทำนา จึงเหลือเพียงพื้นที่นา พื้นที่ชุมชน และที่อยู่อาศัยเท่านั้นที่จะใช้ทำแก้มลิงได้

ปัญหาเหล่านี้นายกรัฐมนตรี ทราบดีเพราะได้เห็นของจริง ระหว่างนั่งเรือเร็วชมบึงบอระเพ็ด ที่จังหวัดนครสวรรค์  ยิ่งกลางทางผู้ว่าราชการจังหวัด เสนอของบประมาณสนับสนุนฟื้นฟูบึงบอระเพ็ดด้วยการขุดลอก งบประมาณ 1,115 ล้านบาท ไว้ทำแก้มลิง และถึงแม้รัฐบาลอนุมัติงบมหาศาลดังกล่าวให้ไปทำโครงการก็รับน้ำได้ไม่กี่ล้าน ลบ.ม. และที่สำคัญเร่งมือให้เร็วสักเท่าไหร่ถึงอย่างไรก็เสร็จไม่ทันภายใน 3 เดือน ข้างหน้าจึงเปล่าประโยชน์  

5 วันแห่งการทัวร์ลุ่มน้ำเจ้าพระยานายกรัฐมนตรีกว้านพื้นที่ทำแก้มลิงได้เพียง 1.5 ล้านไร่ สามารถรับน้ำได้เพียง 4.9 พันล้านลบ.ม. ซึ่งขาดอีก 5 แสนไร่ ในพื้นที่ดังกล่าวที่ได้มามีชาวบ้านทั้งที่เต็มใจ ฝืนใจและไม่พอใจปะปนกันอยู่

แม้ทางรัฐบาลจะให้คำมั่นว่า พื้นที่เกษตรกรรม ที่อยู่นอกพื้นที่ป้องกัน รวมทั้งพื้นที่ที่นำมาใช้ผันน้ำหลาก หรือ ฟลัดเวย์ ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

 

"ปู"ทัวร์ลุ่มน้ำพ่วงหาเสียง

ที่สำคัญจะไม่ใช้ยุทธศาสตร์ “เงินฟาดหัว” หรือ จ่ายเงินชดเชยเป็นตัวตั้งเพื่อให้ชาวบ้านยอม  แต่จะดูแลเป็นพิเศษนอกเหนือจากเงินที่ได้รับ เช่น บางพื้นที่เป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก และชาวบ้านยอมรับสภาพที่จะเป็นทางรับน้ำ ทางภาครัฐพร้อมรับและทำตามข้อเสนอของภาคประชาชนทุกประการ  เช่น ให้มีการยกระดับถนนให้สูงเพื่อใช้สัญจรไปมา ขนส่งอาหาร การช่วยเหลือ หรือการสร้างสถานที่อพยพไว้เป็นจุดพักพิงรวมถึงการจัดตั้งกองทุนดูแลหมู่บ้านในช่วงน้ำท่วม เป็นต้น

ภาพที่นายกรัฐมนตรีกรำแดดตากลมเดินตรวจงานก่อสร้างและซ่อมแซมตามจุดต่างๆ เช่น ประตูระบายน้ำบางโฉมศรีอำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี หรือ โครงการขุดลอก 3 บึงขนาดใหญ่ในอำเภอบางระกำ คือ บึงตะเคร็ง ,บึงขี้แล้ง และบึงระมาณ พร้อมกับขุดลอกคลองปลักแรด-คลองตะโม่   อำเภอบางระกำ  เป็นต้น

นับว่าการทัวร์ลุ่มน้ำของนายกรัฐมนตรีและคณะ เป็นการมาไล่จี้ถึงความคืบหน้าถึงหน้างานให้เสร็จภายใน 3 เดือน เพราะงบประมาณที่รัฐบาลอนุมัติไป 4.9 พันล้านบาท ทั้ง 117 โครงการเร่งด่วน ประมาณ 80% ของโครงการเป็นโครงการระบายน้ำที่ กยน.วางแผนไว้ไล่มวลน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ กลาง และปลายน้ำให้ไหลออกสู่ทะเลโดยเร็ว

ดังนั้นทั้งการหาพื้นที่แก้มลิงให้ได้ 2 ล้านไร่เพื่อหน่วงน้ำ และเร่งมือโครงการเร่งด่วน 117 โครงการระยะ 3 เดือนเพื่อระบายน้ำให้แล้วเสร็จ ต่างหากที่จะสร้างความอุ่นใจให้กับคนปลายน้ำอย่าง เช่น โซนนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดอยุธยา และกรุงเทพมหานครรวมจังหวัดปริมณฑล รวมถึงคนกลางน้ำ 6 จังหวัด มากกว่าแวะพบปะหาเสียงจากมวลชนที่มาเฝ้ารอรับแล้วจากไป   

 

"ปู"ทัวร์ลุ่มน้ำพ่วงหาเสียง

สิ่งสำคัญคือ การทำความเข้าใจต่อพี่น้องประชาชนที่ยอมเสียสละยอมทุกข์ยากบนที่ดินทำกินของตัวเองรับน้ำแทนคนปลายน้ำ ต้องมีความชัดเจนถึงมาตรการที่จะเข้าไปดูแล ดั่งคำกล่าวของนางลำจวน คำทับทิม หญิงชราวัย 67 ปี อาชีพทำนาในอำเภอบางระกำ  ที่เรียกหาความเป็นธรรมจากรัฐบาลว่า

“หากรัฐบาลจะใช้ที่นาของเราเป็นที่รับน้ำก็ไม่เป็นไรจะให้ทำอย่างไรได้ พวกเราคงได้แต่ยิ้มสู้ จะไปทำอะไรได้ แต่อยากขอความเห็นใจจากรัฐบาลว่าถ้าไม่ให้ทำนาแล้วจะเอาอะไรกินและหนี้สินที่มีอยู่จะทำอย่างไรช่วยตอบหน่อยได้ไหม” คนบางระกำกล่าว   

เมื่อนายกรัฐมนตรีลงไปพบชาวบ้านถึงกลางท้องนาคราวนี้ ก็อย่าให้มวลชนนับร้อยนับพันคนที่มาเฝ้ารอรับผิดหวัง หรือมาซึ้งใจในภายหลังว่า สุดท้ายรัฐบาลมาแค่หาเสียง

“น้ำต้องมีที่อยู่ น้ำต้องมีที่ไป ประชาชนต้องได้รับการดูแล พื้นที่ชุมชน เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศต้องได้รับการป้องกัน และพื้นที่เกษตรรม-ทุ่งรับน้ำ หรือแก้มลิง ที่อยู่นอกพื้นที่ป้องกัน รวมทั้งพื้นที่ที่นำมาใช้ผันน้ำหลาก หรือ ฟลัดเวย์ จะต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม” 

เป็นเพียงคำสัญญาณปากเปล่าทิ้งไว้กลางทุ่ง หากเป็นเช่นนั้นปลายปีนี้ อาจจะได้เห็น“ม็อบน้ำ” ไหลบ่าจากต้นน้ำทะลักลงมาทวงถามความรับผิดชอบจากการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีที่ปลายน้ำ ณ ทำเนียบรัฐบาล ที่จะท่วมไปด้วย ม็อบน้ำ ก็เป็นได้  !!!
 

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน