โลกแตกเพราะมนุษย์
ในอดีตถ้ามีใครสักคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าโลกจะแตก จะมีคนหัวเราะเยาะแล้วสรุปว่าเขาบ้า
ในอดีตถ้ามีใครสักคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าโลกจะแตก จะมีคนหัวเราะเยาะแล้วสรุปว่าเขาบ้า
โดย..ภาสกร พุทธิชีวิน
ในอดีตถ้ามีใครสักคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าโลกจะแตก จะมีคนหัวเราะเยาะแล้วสรุปว่าเขาบ้า แต่ในวันนี้ด้วยคำพูดเดียวกัน กลับทำให้หลายคนกลัว และหลายคนเริ่มมีความเชื่อว่าโลกกำลังเดินทางไปสู่จุดนั้น
ความเชื่อนำมาสู่ความกลัว เหตุของความเชื่อนี้มาจากภัยพิบัติที่โหมกระหน่ำกันไม่รู้จักจบจักสิ้น และรุนแรงขึ้นมาโดยตลอด
การเกิดแผ่นดินไหวที่ตามมาด้วยสึนามิขนาดมหึมาที่คร่าชีวิตมวลมนุษย์ไปหลายแสนคน พายุหลายสิบลูกมีความเร็วลมเกิน 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง ถล่มอเมริกา บางเมืองไฟดับทั้งเมืองไปหลายวัน พายุนาร์กีสถล่มพม่ามีคนตายไปหลายแสนคน แผ่นดินไหวที่เฮติ แผ่นดินไหวที่นิวซีแลนด์ เมื่อเดือน มี.ค. 2011 เกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น เกิดสึนามิถล่มญี่ปุ่นเสียหายมากเป็นประวัติศาสตร์ และปลายปีที่ผ่านมาน้ำท่วมประเทศไทย คนหลายล้านคนเดือดร้อนจากน้ำท่วมนี้
ล่าสุด พายุหิมะพัดถล่มยุโรปและประเทศจีน เราเห็นภาพทะเลและน้ำตกเป็นน้ำแข็ง คนตายสังเวยภัยหนาวที่หนาวสุดขั้วไปหลายร้อยคน เป็นภัยหนาวที่หลายคนบอกกันว่าไม่เคยพบเจอเช่นนี้มาก่อน
หลายๆ เหตุการณ์ที่กล่าวมา นักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่มแสดงความเห็นอย่างมากมาย บางคนบอกเพราะภาวะโลกร้อนภัยพิบัติต่างๆ จึงทวีความรุนแรงขึ้น บางกลุ่มบอกว่าเกิดจากสนามแม่เหล็กสลับขั้ว ที่มีการพูดกันถึงการสลับขั้วแม่เหล็กโลกของใครหลายๆ คนนั้น โดยข้อเท็จจริงแล้วมนุษย์ยุคปัจจุบันยังไม่มีใครเห็นการสลับขั้วแม่เหล็กเลย เพราะตามหลักฐานที่โลกมีการสลับขั้วครั้งสุดท้ายนั้นก็เมื่อราว 7.8 แสนปีที่แล้ว
สนามแม่เหล็กโลกมีความสำคัญอย่างไรน่ะหรือครับ บอกได้ว่ามันเป็นเกราะป้องกันรังสีอันตรายจากห้วงอวกาศ ดังนั้นหากเกิดสิ่งผิดปกติกับสนามแม่เหล็กโลก ย่อมมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างแน่นอน แต่ผลกระทบที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจจะมีการล้มหายตายจากของสิ่งมีชีวิตบนโลกนั้น นักวิทยาศาสตร์ออกมายืนยันว่าไม่ถึงขนาดนั้น เพราะจากหลักฐานของการค้นคว้าในช่วงเวลาต่างๆ ที่โลกมีการสลับขั้วแม่เหล็ก ไม่พบการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
เมื่อไม่นานมานี้มีการวิจัยค้นคว้าเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กโลก พบว่าโลกมิได้มีเฉพาะแม่เหล็กแท่งใหญ่เพียงแท่งเดียว แต่มีอยู่หลายแท่งที่เป็นแม่เหล็กย่อยกระจายไปทั่วโลก ช่วงที่มีการสลับขั้วจากเหนือไปใต้ แท่งแม่เหล็กนี้จะอ่อนกำลังลง จึงเป็นหน้าที่ของแม่เหล็กขนาดย่อยที่ทำหน้าที่ปกป้องโลก ในช่วงเวลานี้สัตว์หลายชนิดอาจจะเสียชีวิตได้ เพราะหลงทิศกลับไปสู่แหล่งอาศัยของมันไม่ถูก เพราะสัตว์บางชนิดอาศัยสนามแม่เหล็กในการนำทาง
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งสรุปว่า การสลับขั้วของแม่เหล็กโลกนั้นไม่มีผลกระทบต่อการหมุนของโลก โลกยังคงหมุนของมันไปตามปกติ แต่น่าจะมีการเชื่อมโยงได้ว่าการสลับขั้วแม่เหล็กมีผลต่อการเกิดภัยพิบัติบนโลก
อีกคำหนึ่งที่ได้ยินบ่อยๆ ในช่วงเวลานี้ คือ ลมสุริยะ หรือพายุสุริยะ ซึ่งหลายคนออกมาแสดงความเห็นกันว่า ในปี 2012 พายุสุริยะนี้แหละจะทำให้โลกของเรามีปัญหา
พายุสุริยะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันกับจุดดับของดวงอาทิตย์ ประกอบไปด้วยอนุภาคไฟฟ้า มีทั้งอิเล็กตรอนและโปรตอน พายุสุริยะไม่มีผลใดๆ เกี่ยวกับการไหลเวียนของอากาศบนโลก ลมสุริยะจะมีผลกระทบต่อโลกก็ต่อเมื่อมีอนุภาคของประจุไฟฟ้าเข้าสู่บรรยากาศของโลกมากพอ ก็จะส่งผลต่อดาวเทียม ยานอวกาศ และระบบสื่อสารบนโลก พายุสุริยะส่วนใหญ่จะถูกสนามแม่เหล็กผลักออกไปทำให้เกิดแสงออโรราในแถบขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้
ปกติพายุสุริยะจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโลกหรือสิ่งมีชีวิตบนโลก เนื่องจากโลกมีสนามแม่เหล็กคอยป้องกัน ถ้าจะมีผลกระทบน่าจะมีผลต่อนักบินอวกาศที่ทำหน้าที่อยู่ในอวกาศเท่านั้น ในปี ค.ศ. 1859 พายุสุริยะเคยส่งผลกระทบต่อโลก ทำให้สายส่งโทรเลขซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยที่สุดในสมัยนั้นเกิดไฟไหม้ ที่แคนาดาพายุสุริยะทำให้หม้อแปลงระเบิด เมืองควิเบกไฟดับทั้งเมือง นี่คือผลกระทบของพายุสุริยะที่เคยมีการบันทึกกันมา สรุปแล้วพายุสุริยะไม่ทำให้โลกแตกแน่นอน และไม่น่าจะใช่สาเหตุแห่งภัยพิบัติต่างๆ ที่โหมกระหน่ำโลกใบนี้อยู่
มีคนกลุ่มหนึ่งสรุปว่าโลกที่มันปั่นป่วน วุ่นวายจากภัยพิบัติต่างๆ ไม่ต้องไปโทษแม่เหล็กโลก หรือโทษพายุสุริยะ โทษมนุษย์นี่แหละถูกต้องที่สุด พวกเขาเชื่อว่าด้วยฝีมือของมนุษย์ทำให้โลกเสียสมดุล การที่โลกเสียความสมดุลนี่แหละทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ
โลกเสียสมดุลเพราะอะไร? เพราะมนุษย์ไปขุดไปเจาะเอาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติจากใต้พิภพขึ้นมาใช้มากเกินไป ทำให้มวลน้ำหนักของโลกโดยรวมลดลง ก่อให้เกิดแรงดันใต้โลกลดลง ส่งผลกระทบต่อแกนโลก สิ่งที่ตามมาก็คือการหมุนรอบตัวเองและการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกผิดปกติไปจากเดิม ประจวบกับการเผาผลาญน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้บรรยากาศของโลกถูกห่อหุ้มไปด้วยก๊าซเรือนกระจก ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ภูมิอากาศบนโลกแปรปรวนไปหมด ฝนตกในฤดูหนาว หิมะตกในฤดูร้อน
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้สรุปสั้นๆ ได้ใจความว่า สิ่งเดียวที่จะทำให้โลกใบนี้แตกได้คือมนุษย์เท่านั้น &<2288;


