
ไม่ยอมเลิก
วันแรกแห่งการทำงาน เหมือนท้องฟ้าไม่แจ่มใส หลายๆ ครั้งพานจะหายใจไม่เต็มท้อง
วันแรกแห่งการทำงาน เหมือนท้องฟ้าไม่แจ่มใส หลายๆ ครั้งพานจะหายใจไม่เต็มท้อง
เมฆแดงแห่งความปั่นป่วนวุ่นวายทำท่าก่อตัวทะมึนเข้ามาปกคลุมบ้านเมืองอย่างไรอย่างนั้น
ยิ่งคิดๆ ยิ่งน่าเศร้า การแก่งแย่งช่วงชิงทางการเมืองมักลงเอยที่การทำลายประเทศ ทำลายเศรษฐกิจ ใครจะทำลาย สร้างความฉิบหายได้มากกว่ากัน
ไม่เชื่อลองคิดดู
การกวนเมืองในขณะนี้ โดยเฉพาะการโยนระเบิดใส่ธนาคารกรุงเทพแม้จะไม่กี่ลูก แต่ก็สร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรง
เพราะมันคือสัญญาณความวุ่นวาย โดยเฉพาะหนึ่งในเป้าหมายคือสถาบันการเงิน อันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งสุดท้าย
เราเคยผ่านเหตุ การล้มประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา จนไปถึงกระทั่งการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งหมดสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
แต่ก็ไม่หลาบจำ ไม่คำนึงถึงปัญหาที่จะตามมา
ที่คิดเป็นเพียงการก่อความวุ่นวายเพื่อหวังผลทางการเมือง
นี่แหละ มันถึงน่าเศร้า
การเมืองบ้านเราเล่นกันทุกรูปแบบ
ผิดกับยุคก่อน การเมืองจำกัดวงเฉพาะกลุ่ม ในสภาผู้แทนราษฎร หรืออาจจะมีกระเด็นออกมาบ้าง อาทิ การลากรถถังปฏิวัติ การเดินขบวนกลางถนน แต่ทั้งหลายทั้งปวง ก็เป็นเหตุเพียงชั่วขณะไม่ได้ยืดเยื้อ สร้างความระส่ำระสายเหมือนที่เกิดในช่วง 45 ปีหลัง
แล้วใครล่ะเป็นผู้ชนะ ในการต่อสู้ทางการเมืองที่เอาความฉิบหายของประเทศเป็นเดิมพัน
แน่นอน อาจจะมีผู้ชนะบางช่วง บางขณะ แต่สุดท้ายแล้ว ทุกคนกำลังเดินไปสู่หนทางแห่งความพ่ายแพ้
ประเทศพ่ายแพ้ คนไทยแพ้กันหมด
และความรุนแรงมุ่งเป้าบ่อนทำลายเศรษฐกิจ คงไม่อาจจะหยุดลงไปง่ายๆ
คนเสื้อแดงยังคงประกาศใช้แผนป่าล้อมเมือง สร้างม็อบในต่างจังหวัดก่อนกรีฑาทัพเข้ามากรุงเทพฯ เหล่านี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
นักท่องเที่ยวที่ไหนจะกล้าเข้ามา ต่างชาติที่ไหนจะเข้ามาลงทุน
มันจึงกลายเป็นประเพณีอุบาทว์ทางการเมือง เล่นเกมเผาบ้านเผาเมืองกัน
ใครเผามากกว่า ทำความฉิบหายได้ถึงที่สุดคนนั้นชนะ
พี่เอ๋ย น้องเอ๋ย เราจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้กันหรือ???







