
4 พรก.กู้เงิน ชี้ชะตาอนาคตปู
เสถียรภาพรัฐบาลเริ่มสั่นคลอนหนักขึ้นเรื่อยๆ กับการเดินหน้าฝ่ากระแสต้าน ผลักดัน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 4 ฉบับ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เสถียรภาพรัฐบาลเริ่มสั่นคลอนหนักขึ้นเรื่อยๆ กับการเดินหน้าฝ่ากระแสต้าน ผลักดัน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 4 ฉบับ ซึ่งประกอบด้วย 1.พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 2.พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ พ.ศ. 2555 3.พ.ร.ก.ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย พ.ศ. 2555 และ 4.พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 จนออกมาเป็นรูปเป็นร่าง และกำลังบานปลายกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของรัฐบาล
เพราะแค่ “ตั้งท่า” สารพัดเสียงค้านมาจากทุกทิศทุกทาง ไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก.ล็อตนี้ของรัฐบาล ทั้งในแง่ความเหมาะสม ข้อสังเกตการซุกหนี้ เพื่อเปิดให้มีการสร้างหนี้ใหม่ ไปจนถึงการขาดรายละเอียดโครงการทั้งที่จัดเป็นงบก้อนมหาศาล
ปมเรื่องนี้นำมาสู่ความแตกแยกภายในรัฐบาล ถึงขั้นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ต้องปรับ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” พ้นเก้าอี้ รมว.คลัง ก่อนโยก กิตติรัตน์ ณ ระนอง มาสานงานต่อ
ความอึดอัดของ “ธีระชัย” ถูกระบายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวไม่กี่วันหลังหลุดเก้าอี้ และตั้งข้อสังเกตว่า พ.ร.ก. 4 ฉบับส่อขัดรัฐธรรมนูญ เพราะอ้างอิงสัดส่วนตัวเลขหนี้สาธารณะไว้ที่ 12% ทั้งที่ตัวเลขที่แท้จริงอยู่ที่ 9.33%
แถมตบท้ายว่า หากมีการตีความฉบับใดฉบับหนึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับติดขัดไปพร้อมกัน เพราะรัฐบาลได้เสนอหลักการและเหตุผลสำหรับ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับ ในลักษณะที่เป็นเรื่องเดียวกันผูกไว้ด้วยกัน
ไม่กี่วันหลังจาก พ.ร.ก.ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ สส.ฝ่ายค้าน และ สว. ที่เคยประกาศจองกฐิน ต่อคิวรวบรวมรายชื่อ ยื่นเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตรวจสอบว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
โดยเฉพาะประเด็น “เร่งด่วนฉุกเฉิน” ถูกหยิบยกมาเป็นหนึ่งในเหตุผลนำโต้แย้งความถูกต้องเหมาะสมในการออก พ.ร.ก. เพราะเมื่อรายละเอียดที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนถึงขั้นต้องเลี่ยงการตรวจสอบกลั่นกรองของสภาผู้แทนราษฎรจนถึงขั้นต้องออกเป็น พ.ร.ก.
ดูรายละเอียดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตรา พ.ร.ก.ให้ใช้บังคับดังเช่น พ.ร.บ.ก็ได้
“การตรา พ.ร.ก.ตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้”
ยิ่งดูเม็ดเงินที่เกี่ยวข้องกับการออก พ.ร.ก. แล้วจัดเป็นงบประมาณก้อนใหญ่ที่ต้องจับตา ทั้ง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ วงเงินกู้ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านบาท ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยบริหาร
การให้รายละเอียดใน พ.ร.ก.เพื่อให้อำนาจรัฐบาลกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท มีเนื้อหาเพียง 3 หน้ากระดาษ จนน่าเป็นห่วงทั้งเรื่อง “เร่งด่วน” และ “โปร่งใส” เพราะขาดรายละเอียดชี้แจง
ที่สำคัญสัญญาณจาก รมว.คลัง คาดว่าจะกู้เงินในปีนี้ตาม พ.ร.ก.แค่ 1.5 แสนล้านบาท ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้วรัฐบาลสามารถไปใช้ช่องทางปกติตาม พ.ร.บ.งบประมาณ 2555 ได้ เพราะเพดานสัดส่วนเงินกู้ต่อหนี้สาธารณะยังสามารถเปิดช่องให้กู้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมี พ.ร.ก.
ไม่ต่างจาก พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่ไม่จัดว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะในงบประมาณปี 2555 ซึ่งผ่านความเห็นชอบของสภา ได้กำหนดวงเงินที่จะไปจ่ายให้กองทุนฟื้นฟูฯ แล้ว 6.8 หมื่นล้านบาท จึงไม่จำเป็นต้องออกเป็น พ.ร.ก.
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ ผลกระทบต่อประชาชน เนื่องจากไม่มีข้อบัญญัติห้ามสถาบันผลักภาระให้ประชาชนที่เป็นผู้ฝากและผู้กู้ เท่ากับจะมีผลกระทบต่อประชาชน เพราะธนาคารพาณิชย์จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้เลย
ก่อนที่จะไปถึงการตัดสินชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.ก.ทั้งสองฉบับนี้จะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์เตรียมจ้องขยายแผลประเด็นนี้ ในการพิจารณาของสภาวันนี้
ไม่แปลกที่ “เพื่อไทย” จะออกอาการชัดเจน ตั้งแต่ในที่ประชุมวิปรัฐบาล ซึ่งประชุมรับมือกันนานเป็นพิเศษ กำหนดกรอบวางทิศทางการอภิปราย พ.ร.ก. กู้เงิน 4 ฉบับ ตามด้วยการเรียก “กิตติรัตน์” เข้าไป “ติวเข้ม” บรรดา สส.ให้ข้อมูล อธิบายหลักการและเหตุผล พ.ร.ก.ร้อนทั้ง 4 ฉบับ สำหรับเป็นทิศทางการอภิปรายชี้แจงตอบโต้
แน่นอนว่าตามมารยาท เสียงส่วนใหญ่ของสภาคงจะพิจารณาเฉพาะ พ.ร.ก. 2 ฉบับ ที่ไม่ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา คือ พ.ร.ก.กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ และ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย
แต่เอาเข้าจริงฝ่ายค้านคงหยิบประเด็นสืบเนื่องจาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ และ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่เป็น “แผลใหญ่” มาร่วมอภิปราย
เพราะสุดท้ายแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาว่า พ.ร.ก.ทั้งสองฉบับขัดรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีบทบัญญัติให้รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบใดๆ ทั้งยุบสภาและลาออก
การตอกย้ำความล้มเหลวการออก พ.ร.ก.ของรัฐบาล จึงเป็นอีกแรงเสียดทานสำคัญที่รัฐบาลกำลังจะต้องเผชิญ ยิ่งหากพลาดพลั้งตั้งรับไม่ดี ย่อมไปซ้ำเติมกับบรรดาเรื่องร้อนเวลานี้







