
อียูคว่ำบาตรอิหร่าน สุดท้ายกระทบตัวเอง กระเทือนทั้งโลก!
เดินหน้ามุ่งสู่การคว่ำบาตรประเทศอิหร่านอย่างจริงจังเต็มร้อยตามรอยพันธมิตรมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เดินหน้ามุ่งสู่การคว่ำบาตรประเทศอิหร่านอย่างจริงจังเต็มร้อยตามรอยพันธมิตรมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐแล้วสำหรับกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ที่ล่าสุด 27 ชาติสมาชิกได้ฤกษ์หารือรายละเอียดข้อตกลงมาตรการคว่ำบาตรจนบรรลุผลร่วมกันในการเปิดไฟเขียวห้ามทำสัญญานำเข้า-ส่งออกน้ำมันจากประเทศอิหร่านโดยเด็ดขาด ส่วนที่ทำสัญญาซื้อ-ขายกันไว้ก่อนหน้านี้ก็ให้มีผลจนถึงเดือน ก.ค. 2555 ซึ่งจะถือเป็นวันดีเดย์เริ่มต้นมาตรการคว่ำบาตรอย่างจริงจังของอียู
นับเป็นความคืบหน้าของมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน หลังจากที่ทางกลุ่มอียูได้เดินหน้าอายัดทรัพย์ของธนาคารกลางอิหร่าน ตลอดจนของบรรดาบริษัท 433 แห่ง และบุคคลธรรมดาอีก 113 ราย ที่มีการคบค้าสมาคมกับรัฐบาลอิหร่าน ตลอดจนเพิ่มกฎข้อบังคับทางการค้าและการลงทุนกับอุตสาหกรรมน้ำมันและพลังงานของอิหร่าน
เรียกได้ว่าเป็นการแสดงความพร้อมให้อิหร่านเห็นแบบชัดเจนแจ่มแจ้งว่าโลกตะวันตกก็เอาจริงเหมือนกันไม่ใช่แค่ขู่
นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณว่า ตราบใดที่อิหร่านยังไม่ยอมยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ที่ทั้งสหรัฐและกลุ่มยุโรปเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่าเป็นไปเพื่อการพัฒนาอาวุธและแสนยานุภาพทางการทหาร แม้อิหร่านจะปฏิเสธชัดเจนแค่ไหน อิหร่านก็อย่าหวังจะได้ค้าขายทำธุรกรรมใดๆ บนโลกใบนี้ได้อย่างปกติสุขเหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วไป
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเหตุผลเพื่อเสถียรภาพของโลกมารองรับ แต่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งกลับมองว่า ในท้ายที่สุดการเดินหน้าร่วมมือกับสหรัฐเพื่อคว่ำบาตรอิหร่านของสหภาพยุโรปก็ไม่ต่างอะไรกับการขว้างบูเมอแรง ที่มีสิทธิวกกลับมากระแทกอียูให้จุกจนพูดไม่ออกได้เหมือนกัน
ทั้งนี้ เพราะเมื่อพลิกบันทึกการส่งออกน้ำมันดิบของประเทศอิหร่านไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกตามข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของสหรัฐ บรรดาสมาชิกในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปคือลูกค้ารายใหญ่อันดับที่ 2 รองจากจีนที่สั่งซื้อน้ำมันจากอิหร่าน ซึ่งเฉพาะ 10 เดือนแรกของปี 2554 ก็มีการนำเข้าในปริมาณที่สูงถึง 6 แสนบาร์เรลต่อวัน
ขณะที่เมื่อเจาะลึกลงไปในรายประเทศแล้ว ประเทศที่นำเข้าน้ำมันอิหร่านมากที่สุด คือ อิตาลี สเปน และกรีซ ตามลำดับ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้สาธารณะจนทำให้เศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวลง
ข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ว่า ชาติสมาชิกอียูที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของภูมิภาค มีการพึ่งพาน้ำมันจากอิหร่านในปริมาณมหาศาล
ดังนั้น การบอกให้ยุตินำเข้าน้ำมันจากอิหร่านท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนระโหยโรยแรงเพราะฤทธิ์หนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำลายตัวเอง
เป็นราคาค่าตอบแทนแสนแพงที่อียูคล้ายถูกบังคับให้ยอมแลก
ซารา วัคชูรี นักวิเคราะห์อิสระด้านพลังงาน และอดีตที่ปรึกษาผู้อำนวยการของบริษัทน้ำมันสัญชาติอิหร่าน แสดงความเห็นว่า มาตรการคว่ำบาตรที่เกิดขึ้นดูจะเป็นการทำร้ายอียูมากกว่าบีบคั้นอิหร่านให้ยอมหยุดพัฒนานิวเคลียร์
เพราะขณะที่อิหร่านสามารถหาลูกค้ามาซื้อน้ำมันราว 6 แสนบาร์เรล ที่จะส่งให้สเปน อิตาลี หรือกรีซ แทนได้อย่างง่ายดาย แต่ประเทศเหล่านี้มีแววว่าจะต้องปวดหัวกับการหาแหล่งน้ำมันใหม่ๆ
แน่นอนว่ามีหลายประเทศพร้อมที่จะผลิตน้ำมันแทน เช่น ซาอุดีอาระเบีย หรือลิเบีย ที่คาดกันว่าน่าจะกลับมาผลิตน้ำมันได้เต็มที่อีกครั้งในปีนี้
แต่คำถามก็คือ ประเทศเหล่านั้นพร้อมขายน้ำมันราคาไม่แพง รวมถึงการยอมรับเงื่อนไขทางการค้าได้เทียบเท่ากับที่อิหร่านรับได้หรือไม่
ตัวอย่างที่ยืนยันข้อสังเกตของนักวิเคราะห์ข้างต้นได้ดีที่สุดก็คือ กรีซ ซึ่งนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านมากกว่า 3 ส่วนของปริมาณน้ำมันที่นำเข้าประเทศทั้งหมด ที่บรรลุข้อตกลงการซื้อขายน้ำมันกับอิหร่าน ด้วยการชำระเงินค่าน้ำมันภายใน 60 วัน โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักประกันทางการเงินใดๆ มารับรอง
ต้องยอมรับว่าเงื่อนไขดังกล่าวเอื้ออำนวยและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับสถานะทางเศรษฐกิจของกรีซในปัจจุบัน
แต่ก็ทำให้กรีซรู้ตัวเองดีว่าเศรษฐกิจที่อ่อนแอจนนักลงทุนคร้ามที่จะเชื่อมั่น คงไม่สามารถหาประเทศขายน้ำมันใจป้ำเท่าอิหร่านได้ง่ายดายนัก หรือหากหาได้ก็คงต้องใช้เวลากว่า 5 เดือนในการพูดคุยตกลงเป็นร่างสัญญา
เท่ากับว่ากรอบระยะเวลาในการเริ่มมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของอียูที่กำหนดให้เป็นวันที่ 1 ก.ค. ออกจะโหดร้ายเกินไป สำหรับกรีซรู้ตัวเองดีจนต้องร้องขอเวลาอย่างน้อยสัก 1 ปีในการดำเนินงาน
นอกจากนี้ แม้มาตรการคว่ำบาตรจะพุ่งเป้าไปที่แหล่งทำมาหาเงินของรัฐบาลอิหร่าน แต่บรรดานักวิเคราะห์บางส่วนเห็นตรงกันว่าอิหร่านไม่น่าจะเดือดร้อนตามแบบฉบับที่บรรดาผู้นำชาติตะวันตกคาดหวังกันมากนัก
ทั้งนี้ วัคชูรี นักวิเคราะห์อิสระด้านพลังงาน กล่าวว่า ต่อให้มีการอายัดทรัพย์สินธนาคารกลางอิหร่านตามประเทศต่างๆ ทั่วโลกจริง รัฐบาลอิหร่านก็สามารถค้าขายน้ำมันกับประเทศอื่นๆ ด้วยการเปลี่ยนไปใช้ระบบการใช้สินค้าแลกเปลี่ยนแทน
ทั้งนี้ วัคชูรี ได้ยกตัวอย่างการค้าระหว่างจีนกับอิหร่าน โดยกล่าวว่า ขณะที่จีนเป็นลูกค้านำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่จากอิหร่าน อิหร่านเองก็เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากจีน
“ความต้องการที่ตอบสนองกันและกันทำให้ทั้งสองประเทศสามารถนำระบบแลกเปลี่ยนสินค้ามาใช้ทำธุรกิจการค้าระหว่างกันได้ไม่ยาก” วัคชูรี กล่าว
ความยุ่งยากของการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรของอียูยังไม่รวมถึงการหาหนทางให้อิหร่านสามารถชำระหนี้ให้กับประเทศเจ้าหนี้ในอียู เช่น เยอรมนี หรืออิตาลีได้ ภายใต้การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร ซึ่งตีความได้ว่าอียูยังต้องมีการพูดคุยรายละเอียดข้อยกเว้นปลีกย่อยเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้เงื่อนไขดังกล่าวกลายเป็นช่องว่างให้อิหร่านใช้หาประโยชน์ ขณะเดียวกันก็ไม่ปิดช่องทางจนทำร้ายเศรษฐกิจของตัวเอง
แต่ไม่ว่ามาตรการคว่ำบาตรจะเป็นอย่างไร สถานการณ์ที่นักลงทุน รวมถึงบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกเห็นตรงกันก็คือความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับโลกฟากตะวันตก โดยมีเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญๆ ของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซเป็นตัวประกัน ที่รังแต่จะทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปีนี้ผันผวนตลอดทั้งปี
เรียกได้ว่า ถ้า “อาหรับสปริง” สะเทือนราคาน้ำมันเมื่อปีที่ผ่านมาได้ฉันใด “ฮอร์มุซสปริง” ก็มีสิทธิเจริญรอยตาม หรืออาจส่งผลหนักหน่วงกว่าได้ฉันนั้น







