posttoday
ขุนคลังคนใหม่ตบเกียร์ห้า พาเศรษฐกิจพ้นน้ำ

ขุนคลังคนใหม่ตบเกียร์ห้า พาเศรษฐกิจพ้นน้ำ

24 มกราคม 2555

ต้องบอกว่าการเข้ามาดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีคลัง” และรองนายกรัฐมนตรีของ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง”

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ต้องบอกว่าการเข้ามาดำรงตำแหน่ง “รัฐมนตรีคลัง” และรองนายกรัฐมนตรีของ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลปู 2 นั้น แทบจะไม่มีเวลาฮันนีมูนในตำแหน่งเอาเลยก็ว่าได้

รัฐมนตรีคลังคนใหม่เข้ามาทำงานในกระทรวงช่วงเช้าในวันที่ 23 ม.ค.ปุ๊บ ก็ไม่เสียเวลา เรียกผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังมาสั่งการทางนโยบายที่เป็นภารกิจเร่งด่วนทันที

งานนี้ผู้ประสานงานในการติดต่อเชิญผู้บริหารแต่ละหน่วยงานมารับนโยบาย สั่งการเด็ดขาดว่า ผู้บริหารกระทรวงการคลังและหน่วยงานในสังกัดที่เข้ามารับนโยบายจาก “รัฐมนตรีโต้ง” ต้องเป็นเบอร์ 1 ขององค์กรเท่านั้น

กรม กอง หน่วยงานไหนให้เบอร์ 2 ผู้ที่เป็นมือรองมารับนโยบายแทน จะไม่ได้เข้านั่งร่วมโต๊ะเพื่อรับนโยบายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีโต้ง

ถือว่าเล่นไม้แข็งกันตั้งแต่เริ่มต้นนั่งบัญชาการ เพราะภารกิจที่รออยู่ข้างหน้านั้น รัฐมนตรีโต้งถือว่า ต้องปฏิบัติการแบบ รุก รับ เร็ว

จะมาอืดอาด ยืดยาด เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อไม่ได้

นโยบายที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง มอบให้ผู้บริหารกระทรวงการคลังนั้น ก็ถือว่า สั้น กระชับ จับใจความ ว่าไม่มีนโยบายใหม่ ทำเรื่องเก่าที่สัญญากับประชาชนในตอนหาเสียง และนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาให้เดินหน้าต่อไปไม่ให้สะดุด

ชัดเจน ไม่อ้อมค้อม ไม่สนใจว่า จะประชานิยมแค่ไหน แต่ต้องเดินหน้า

นโยบายที่เร่งด่วนเป็นไฟลนก้นที่สุดที่รัฐมนตรีโต้งให้ความสำคัญมากสุด คือ การเททรัพยากรทุกอย่าง และเทแบบหมดหน้าตักในการผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วมปี 2555 ไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยน้ำท่วมทำเศรษฐกิจ ทรัพย์สินประเทศพังยับไปกว่า 1 ล้านล้านบาท

รัฐมนตรีโต้ง บอกชัดว่า การป้องกันหายนะน้ำท่วมรอบใหม่ ถือเป็นเดิมพันของรัฐบาลไม่ใช่เพียง รมว.คลัง ที่ชื่อ กิตติรัตน์ เท่านั้น

แต่หากเอาไม่อยู่เที่ยวนี้ รัฐมนตรีโต้งบอกชัดถ้อยชัดคำว่า “เราจะไม่ได้รับโอกาสให้แก้ตัวอีกแล้ว

ขุนคลังคนใหม่ตบเกียร์ห้า พาเศรษฐกิจพ้นน้ำ

เราในความหมายของ “รัฐมนตรีโต้ง” จึงมิได้จำกัดวงแคบแค่รัฐบาล แต่หมายถึงอนาคตประเทศไทยด้วย

เพราะถึงตอนนี้หลายฝ่ายต่างเชื่อว่า หากปี 2555 น้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 เศรษฐกิจไทยคงไปไม่รอด และรัฐบาลคงแบกหน้าอยู่ไปไม่ได้ แม้จะหน้าตาสวยสดใสก็ตาม

ดังนั้น กระทรวงการคลังภายใต้การกำกับงานของรัฐมนตรีโต้ง จึงเป็นกองกำลังด้านมันสมองและกำลังในด้านปฏิบัติการพร้อมๆ กันที่จะป้องกันพาเศรษฐกิจไทยให้พ้นภัยจากน้ำ

แน่นอนว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 4 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับใช้ดอกเบี้ยและเงินต้น

พ.ร.ก.ตั้งกองทุนประกันภัย 5 หมื่นล้านบาท พ.ร.ก.กู้เงินทำระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาทและ พ.ร.ก.ให้อำนาจ ธปท.ปล่อยกู้ซอฟต์โลน3 แสนล้านบาท

เพราะ พ.ร.ก. 4 ฉบับชุดนี้เหมือนขีปนาวุธของรัฐบาลที่จะต่อกรกับภัยที่คุกคามและสร้างบ้านแปลงเมือง

แม้ว่าจนถึงขณะนี้ พ.ร.ก.ทั้ง 4 ฉบับยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่รัฐมนตรีโต้งเดินหน้าสั่งการแบบหามรุ่งหามค่ำในทุกเรื่อง เพื่อที่เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้จะได้เดินหน้าปฏิบัติได้แบบทำทันที จะได้ทันการรับมือน้ำท่วม น้ำบ่าที่จะมาในเดือน พ.ค.นี้

รัฐมนตรีโต้งให้ความสำคัญกับ พ.ร.ก.ตั้งกองทุนประกันภัยเป็นอันดับต้น เพราะรู้ว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป เพราะที่ผ่านมาสะดุดแถมหยุดนิ่ง เพราะบริษัทประกันภัยรายใหญ่ต่างชาติหนีไม่รับประกันน้ำท่วมในเมืองไทย

ทันทีที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น รมว.คลัง รัฐมนตรีโต้งจึงได้เรียกผู้บริหารกระทรวงการคลังไปสั่งรื้อกองทุนประกันภัยใหม่ทันที จากเดิมที่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง ออกแบบไว้ จะรับประกันรายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเท่านั้น

รัฐมนตรีโต้งเข้ามารื้อใหม่โดยพลัน ให้กองทุนประกันภัย 5 หมื่นล้านบาท อ้าแขนรับประกันภัยน้ำท่วมใหญ่แก่ผู้ประกอบการรายใหญ่ด้วยและรับประกันแบบไม่มีอั้น

เขาเห็นว่า หากไม่รับประกันรายใหญ่นักลงทุนก็ไม่เชื่อมั่นที่จะลงทุนในไทย ไม่ขยายการลงทุน นั่นหมายถึงจะกระทบกับการจ้างงาน

แม้ว่าหลายคนจะเป็นห่วงจังหวะเดินหน้าลุยของรัฐมนตรีโต้ง จะทำให้กองทุนเสี่ยงรับความเสียหายไม่ไหว หากมีน้ำท่วมเอาไม่อยู่ แต่ขุนคลังคนใหม่ก็ยืนยันเสียงแข็งมั่นใจเกิน 100% เพราะรัฐบาลลงทุนป้องกันน้ำท่วมเองทุกอย่าง แล้วยังไม่มั่นใจว่าจะป้องกันน้ำท่วมได้

ถ้ารัฐบาลไม่กล้ารับประกันภัย แล้วใครหน้าไหนจะเข้ามารับประกัน

นอกจากนี้ รัฐมนตรีโต้งยังสั่งรื้อการปล่อยกู้ธนาคารออมสิน 1.5 หมื่นล้านบาท ให้กับนิคมอุตสาหกรรมเพื่อนำไปสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม จากเดิมดอกเบี้ย 0.01% เป็นเวลา 7 ปี ก็ขยายเป็น 15 ปี และยังเตรียมหาเงินไม่มีต้นทุนไม่สมทบปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อจะได้ตอกเสาเข็มการสร้างเขื่อนภายในเดือน ก.พ.นี้ และให้เขื่อนเสร็จเพื่อรับน้ำท่วมเดือน ส.ค.นี้

ด้านการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท รัฐมนตรีโต้งก็สั่งลุยเดินหน้าไปก่อนที่กฎหมายจะบังคับใช้แล้ว

ก้อนแรก 5,000-1 หมื่นล้านบาท จะเป็นการกู้จากธนาคารพาณิชย์ หลังจากนั้นก็จะออกเป็นพันธบัตร เมื่อครบ 1 แสนล้านบาท ก็จะรีไฟแนนซ์ออกเป็นพันธบัตรออมทรัพย์ขายให้กับประชาชนรายย่อย

เป็นการยิงกระสุนนัดเดียวได้หลายต่อได้ทั้งเงินลงทุนมาป้องกันน้ำท่วม และยังช่วยให้คนออมมีช่องทางบริหารเงินให้ได้ผลตอบแทนสูงอีกทางหนึ่งด้วย

ขณะที่ พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่บรรดานายธนาคารลุกขึ้นมางัดข้อ รัฐมนตรีโต้งก็สู้ไม่ถอยเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์มาใช้หนี้ แม้ว่า ธปท.ยังสรุปแนวทางไม่ได้ และธนาคารพาณิชย์ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับการเรียกเก็บเงินเพิ่ม

แต่ขุนคลังโต้งสั่งตบเกียร์ห้าลุยชนดะทุกอย่างที่ขวางหน้า

การเดินเกมรุกบริหารเศรษฐกิจของรัฐมนตรีโต้ง ชนิดไม่มีเกียร์ถอย ในแง่ของการบริหารเศรษฐกิจในยามวิกฤต มรสุมน้ำท่วมใหญ่ที่จ่อคอหอยอยู่ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี

สไตล์การทำงานของรัฐมนตรีคลังคนใหม่ที่เน้นเร็วทั้งการตั้งรับและการเปิดเกมรุกเดินหน้าทุกอย่างที่ทำได้เพื่อปลดล็อกปัญหา

หากแผนการเป็นไปตามโรดแมป รัฐบาลสามารถเอาชนะน้ำ ทำให้ไม่ท่วม หรือทำให้จากท่วมหนักเป็นท่วมเบา เชื่อว่ารัฐบาลได้ทั้งคะแนน ได้ทั้งกล่องไปเต็มๆ

อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าลุยแบบเปิดหน้าไม่กลัวเจ็บ ก็เป็นเรื่องน่าเป็นห่วง หากไม่เป็นไปตามแผนที่วาดหวังไว้เศรษฐกิจก็อันตรายยิ่ง

การรื้อกองทุนประกันภัยรับประกันรายใหญ่เพิ่ม หากน้ำท่วมเอาไม่อยู่ รัฐบาลหนีไม่พ้นต้องแบกความเสียหายไปหลายแสนล้านบาทแน่ๆ

หากดูจากความเสียหายน้ำท่วมที่ผ่านมามีการขอเคลมประกันทั้งระบบ23 แสนล้านบาท บริษัทประกันรายใหญ่กระเป๋าฉีกไปตามๆ กัน ต้นทุนหาย กำไรหด ไม่กล้ารับประกันภาคอุตสาหกรรมในไทยไปชั่วขณะ

การที่รัฐบาลกระโดดลงมาอุ้มเต็มตัว แม้เป็นผลดีกับผู้ประกอบการ เศรษฐกิจโดยรวมแต่หากเกิดความเสียหายขึ้นรัฐบาลจะเอาไม่อยู่ มีหนี้ก้อนโตทันทีและกองทุนประกันภัยก็จะกลายสภาพเป็นกองทุนฟื้นฟูฯ 2 ดีๆ นี่เอง

ขณะที่การออก พ.ร.ก.โอนหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ แม้ว่ารัฐบาลจะอ้างว่าเป็นการลดภาระหนี้งบประมาณได้ 6.54 หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลมีช่องว่างภาระของดอกเบี้ยกู้เงินมาฟื้นฟูน้ำท่วมมากขึ้น แต่เรื่องดังกล่าวยังเป็นที่กังวลกันว่าจะสร้างปัญหาระบบเศรษฐกิจ

เพราะธนาคารพาณิชย์ออกมาขู่ชัดว่าจะผลักภาระให้กับลูกค้า คนฝากเงิน และลูกหนี้

ขณะที่การลดภาระดอกเบี้ย ทำท่าจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะทำให้ระบบธนาคารพาณิชย์มีปัญหา การทำธุรกิจรวน ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบต้นทุนสูง ทำให้ธุรกิจอ่อนแอ แข่งขันกับคนอื่นไม่ได้ โดยเฉพาะการเปิดเสรีของกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ขวากหนามที่ขวางหน้าทั้งหลายทั้งปวงอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าลุยงานชนิดทุ่มเทใจเกินร้อย ที่ทุกภาคส่วนต่างชื่นชมและให้กำลังใจไม่ขาดสาย

แต่การดำเนินการ ลุยหมดหน้าตักเจ๊งเท่าไหร่ไม่ว่า ทำทุกอย่างเรียกความเชื่อมั่น การเดินหน้าไม่ถอยพาเศรษฐกิจฝ่าน้ำท่วมครั้งนี้ จึงเดิมพันสูง เสี่ยงอย่างที่หลายคนไม่กล้าเปิดตาลุ้นเลยทีเดียว ว่าจะเอาอยู่หรือเอาไม่อยู่

เอากำลังใจช่วยหัวหน้าเชฟคนใหม่ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มือใหม่เพิ่งหัดขับกันหน่อยพี่น้อง...

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่