
รับมือภัยใกล้ตัว
ถึงแม้ว่าตัวเลขการส่งออกสามารถฟื้นตัวขึ้นในเดือน ธ.ค. 2554 ที่ผ่านมา
ถึงแม้ว่าตัวเลขการส่งออกสามารถฟื้นตัวขึ้นในเดือน ธ.ค. 2554 ที่ผ่านมา
โดยมีมูลค่าการส่งออกรวม 17,016 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวลดลงเพียง 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อนเปรียบเทียบกับเดือน พ.ย. ที่ติดลบมากถึง 12.4% เพราะได้รับผลกระทบเต็มๆ จากมหาอุทกภัย
แต่รัฐบาลและผู้รับผิดชอบอย่าเพิ่งชะล่าใจมากนัก เพราะถ้ามีเวลาเจาะลึกข้อมูลการส่งออกของเดือน ธ.ค. จะพบว่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทรุดหนักถึง 26.9% และยานยนต์วูบลงแรง 20% ส่วนที่ดีขึ้นเป็นสินค้าเกษตรและอาหาร
และตัวเลขการส่งออกที่ฟื้นตัวขึ้นเพียงหนึ่งเดือนไม่ใช่ว่าจะถอยหลังไม่ได้ โดยเฉพาะหากประเทศคู่ค้าของไทยย่ำแย่ลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะวิกฤตหนี้สินของกลุ่มประเทศยุโรปที่จะครบกำหนดชำระคืนก้อนโตในเดือน ก.พ. และ มี.ค. รวมทั้งสิ้น 6.92 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกมากมาย ทั้งราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อการส่งออก
ใช่ยอมรับว่าการป้องกันปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องสำคัญในอันดับต้นๆ ของประเทศ แต่รัฐบาลอย่ามัวแต่ทุ่มกำลังและระดมสมองแก้ปัญหาภายในบ้านเกือบทั้งหมด เวลานี้จะต้องมองออกไปข้างนอกบ้านด้วยว่าภัยร้ายกำลังจะคุกคามและรุกเข้ามาใกล้ถึงตัวในไม่ช้านี้
ล่าสุดธนาคารโลกถึงกับออกคำเตือนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย ให้เร่งมือเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ ที่คาดว่าจะรุนแรงกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 เสียอีก
แต่ทีมเศรษฐกิจของนายกฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับบริหารสถานการณ์โดยปล่อยให้ว่าวลอยไปตามลม และหวังว่าเศรษฐกิจจะตีกลับมาเป็นบวกได้ในไตรมาสแรกปีนี้ หลังจากจมลึกกว่า 3% ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา
หวังได้เรื่องเศรษฐกิจจะกลับมาดีขึ้น แต่อย่าเชื่อมั่นเต็ม 100% ว่าหากอัดฉีดเงินฟื้นฟูประเทศเข้าสู่ระบบได้เมื่อไร ผสมกับการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำและเงินเดือนของผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้วอะไรๆ ก็จะดีขึ้น ซึ่งไม่เป็นความจริงเสมอไป
ปัจจุบันการกอบกู้โรงงานที่จมน้ำตามนิคมอุตสาหกรรมฟื้นตัวช้ากว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ นั่นหมายว่าภาคการผลิตสินค้าในกลุ่มยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ อาจจะต้องรอเก้อในครึ่งแรกของปีนี้ก็เป็นไปได้
ขณะเดียวกันสถานการณ์น้ำก็ยังไม่น่าไว้วางใจ ล่าสุด นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกมาเตือนว่าน้ำในเขื่อนมากกว่าปี 2554 ถึง 3 เท่า คาดฝนตกเร็วกว่าทุกปี เขื่อนต่างๆ จะต้องปล่อยน้ำให้มากขึ้น
ปัญหาเรื่องน้ำท่วมที่จ่อเข้ามาใกล้ทุกขณะ รัฐบาลจะมัวแต่รอให้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) คลอดออกมาก่อนแล้วค่อยไปก่อหนี้ สร้างเขื่อน ทำอะไรอีกมากมายนั้นเป็นเรื่องในอนาคต แต่เรื่องใกล้ตัวและสามารถทำได้ทันที คือการขุดลอกคูคลอง กลับไม่ทำ อย่างนี้ประชาชนจะเชื่อมือรัฐบาลได้อย่างไรว่าจะเอาอยู่
ส่วนวิกฤตหนี้ยุโรปที่รอวันปะทุ แต่รัฐมนตรีเศรษฐกิจล้วนแล้วแต่มือใหม่ และให้น้ำหนักการเมืองมากเหลือเกินในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น การเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ไม่อยากให้ขึ้นและต้องการให้ลดลงคราวละมากๆ นั้นเป็นเรื่องที่ผิดปกติ รวมถึงราคาพลังงานที่ขึ้นไม่ได้จริงๆ สักที ถ้าหากรัฐบาลยังไม่รีบสร้างปราการป้องกันตัว กลัวว่าเมื่อเหตุการณ์มาถึงตัวเมื่อใด จะเอาไม่อยู่แล้วทำให้คนไทยเดือดร้อนกันถ้วนหน้า







