
กระเช้าภูกระดึง
เริ่มเดือนแรกของปี 2555 มีเรื่องราวเกี่ยวกับการ “อนุรักษ์ป่า” ให้ต้องติดตามหลายเรื่อง
เริ่มเดือนแรกของปี 2555 มีเรื่องราวเกี่ยวกับการ “อนุรักษ์ป่า” ให้ต้องติดตามหลายเรื่อง
โดย..ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร
เริ่มเดือนแรกของปี 2555 มีเรื่องราวเกี่ยวกับการ “อนุรักษ์ป่า” ให้ต้องติดตามหลายเรื่อง หลังจากที่สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ผ่านพ้นไป ตั้งแต่เรื่องกรณีรีสอร์ตที่วังน้ำเขียว ช้างตายที่แก่งกระจาน การติดตามขบวนการไม้พะยูง รวมถึงกรณีฟื้นโครงการกระเช้าภูกระดึง
ในการศึกษาข้อมูลต่างๆ ชัดเจนว่าโครงการนี้เกิดขึ้นบนเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่แข็งแรง หรือสูงอายุเกินกว่าจะเดิน รวมถึงคนที่ไม่ชอบเดินทั้งหลายให้ขึ้นไป แต่ถึงที่สุดแล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงการนี้มีเป้าเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวของ จ.เลย ทั้งปริมาณและการประกอบการทางธุรกิจนอกภูกระดึง โดยมีผลต่อเม็ดเงินที่จะกระจายไปสู่ระบบธุรกิจของจังหวัด
คำถามในวันนี้ต่อกระเช้าค่อนข้างชัดว่าผลกระทบในตัวกระเช้าเองที่มีต่อป่าเป็นที่ว่ากันว่าไม่มากนัก เพราะใช้พื้นที่เสาไม่มาก แต่คำถามที่สงสัยคือ การจัดการบนพื้นที่เขายอดราบว่าจะมีการพัฒนาและควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางอย่างไรได้ไหม
แต่สำหรับผม ชัดเจนว่าเราอยากให้ภูกระดึงคงสภาพอย่างที่เป็นอยู่ มีการท่องเที่ยวเท่าที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็พอแล้ว เพราะแม้ว่าจะคงมีปัญหาด้านปริมาณนักท่องเที่ยวเกินขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่ในบางช่วงที่เป็นเทศกาล แต่เราก็แลกการเหยียบย่ำพรรณไม้ลานหิน หรือปัญหาขยะต่างๆ มาด้วยความรู้สึกรัก หวงแหน และประทับใจกับกระบวนการเดินทางยากลำบาก จนเกิดความรู้สึกซึมซับคุณค่าในความงามของธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง มากกว่าการไปเที่ยวเดินทางฉาบฉวยแบบที่อื่นๆ
ผมบันทึกเรื่องนี้ไว้ว่า
การเดินขึ้นภูกระดึงนับเป็นเส้นทางที่หนักหนาสาหัสของนักท่องเที่ยวเส้นทางหนึ่ง เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วผมมีโอกาสเดินขึ้นไป 2 หน
ให้เดินไปอีกในวันนี้ ตอบยากว่าจะขึ้นไปอีกหรือไม่ เมื่อประมวลเหตุผลถึงความเหนื่อยยากลำบากและบรรยากาศที่เปลี่ยนไป
แต่ถ้ามีคนชวนไปตอนเหมาะๆ ที่บรรยากาศปลายฝนต้นหนาววันธรรมดาที่ไม่มีเทศกาล มีคนพอสมควร ไม่ถึงกับเบียดเสียดกันนักหนา ผมก็พร้อมจะไปเป็นครั้งที่ 3
ภูเขายอดตัดในบ้านเรา ยังไงๆ ภูกระดึงก็ต้องถือเป็นสุดยอดของสุดยอด
ความรู้สึกที่หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเมื่อโผล่หัวไปเห็นป้ายที่หลังแป ทำให้มีกำลังใจเดินต่อไปกลางทุ่งราบอีกตั้งหลายกิโลเมตรกว่าจะถึงที่พัก จากนั้นยังจำได้ว่าเต็มใจอย่างยิ่งที่จะไปนั่งรอพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก พระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูกไม่สวยงามอะไรนักหนา เพียงแต่ว่าบรรยากาศตอนนั่งรอนี่แหละที่เป็นกิจกรรมที่อยู่ในความจำ
เช่นเดียวกับทางเดินเท้าผ่านต้นก่อและต้นสนไปผานกแอ่นตอนเช้าผ่านหมอกฝนตอนใกล้สาง เป็นความประทับจำประทับใจมากกว่าดวงอาทิตย์ดวงเดียวกับที่ผาหมากดูกที่วนกลับมาให้ชมในอีก 12 ชั่วโมง เส้นทางเดินเท้าที่ผ่านดงทากบ้าง ผ่านแดดร้อนๆ บ้าง ผ่านวิวสวยๆ บ้าง เป็นสัดส่วนใหญ่ของกิจกรรมตลอดวัน ยามเดินไปเงียบๆ ย่อมได้คุยกับสภาพแวดล้อม แต่ยามเดินร่วมทางกับเพื่อนย่อมได้สนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะต่อชีวิตและความงามของเส้นทาง
แน่นอนว่าความรู้สึกผ่านอุ้งมือของหญิงสาวที่คุ้นเคยขณะเดินไปบนเส้นทางกลับ ทำให้สัมผัสรู้ชัดเจนกว่าคำสนทนาใดๆ
ผมจำบ่อหินที่เกิดจากกรวดขัดเซาะเป็นวงกลมมีน้ำใสแจ๋วได้ติดตามากกว่าวิวของน้ำตกหรือก้อนแก่งบนสายน้ำแห่งยอดเขาราบแห่งนี้
แผ่นไลเคน มอส เฟิร์น รอบกระดุมเงิน บนแผ่นหินที่มีหยดน้ำเกาะ เป็นความงามแค่ชั่วฤดู และเท่าที่ดวงชะตารอดจากการเหยียบย่ำเท่านั้น แต่ทำมั้ย ทำไมยังติดตรึงตามาจนบัดนี้
ที่ผาหล่มสัก จำได้แน่นอนว่าการไปเยือนครั้งแรกเราคลาดนัดกับดวงอาทิตย์ เนื่องด้วยฤดูกาลสั่งให้ดวงอาทิตย์มาช้ากว่าที่เราไปรอ ส่วนครั้งที่ 2 ที่ไปเยือน เราจงใจเดินผ่านหลังจากเห็นความยาวของขบวนแถวที่รอต่อคิวถ่ายรูปบนหินที่หน้าผาต้นสนแผ่นสวยนั่น จากนั้นจำได้ว่ามานั่งหนาวอยู่ที่หน้าผาถัดออกมา จำไม่ได้ว่าวันนั้นพระอาทิตย์งดงามอะไรมากกว่าที่เคยส่องให้เราร้อนตลอดวันที่เดินกันมา
แน่นอนว่าที่หน้าผานั้นบรรยากาศการรอคอยในกลางลมหนาวกับเวิ้งฟ้าหน้าผาสูงเป็นกิจกรรมที่เราตั้งใจทำและจำได้
เส้นทางเดินกลับมาจากผาหล่มสักกว่าจะถึงที่พักไกลมาก คนมากมายเหมือนเดินแข่งกัน หญิงสาวที่เดินไปหลายคนเริ่มเหนื่อยและก้าวเท้าไม่ไหว แต่ในบรรยากาศนั้นทุกคนก็เดินไปถึงที่พักจนได้
แน่นอนว่าทางเดินที่ดาวเต็มฟ้า ด้านหน้ามีเพื่อน ยังไงๆ ก็เป็นเส้นทางที่อบอุ่นใจ
การไปภูกระดึงทำให้เรารู้สึกว่าระหว่างทางสำหรับนักเดินทางย่อมมีความหมายเท่าๆ กับจุดหมายที่ไปถึง และระหว่างทางนั้นสำหรับนักเดินทางแล้วเมื่อเวลาผ่านย่อมคงค่ามากกว่าจุดหมายที่เลยผ่าน
หากมีกระเช้าขึ้นภูกระดึงอาจจะทำให้ผมได้มีโอกาสขึ้นภูกระดึงไปอีกหลายๆ ครั้ง ยามผ่านไปทำงานแถวๆ เมืองเลย อาจจะได้แวะไปจิบเบียร์ยามเย็นบนภูกระดึงกับผู้หลักผู้ใหญ่ ก่อนจะนั่งกระเช้ากลับมาพักที่โรงแรมหรูในเมือง
เช่นเดียวกัน อาจจะทำให้ผมมีโอกาสพาคนแก่คนเฒ่า หรือหญิงสาวผู้บอบบางใส่ส้นสูงขึ้นไปถ่ายรูปกับหมอกหนาลมหนาวสักครั้งในชีวิต
แต่ผมเดาว่าเธอคงไม่มาอีก เพราะนอกจากแผ่นผาและหน้าหนาวแล้วมันก็ “ไม่มีอะไร”
แต่ถ้าผมจะพาใครไปสวีตแถวผาหล่มสักยามมีกระเช้า ผมเชื่อว่าวันนั้นเราจะมีรถไปกลับวิ่งเลาะรับอยู่บนภู วันนั้นถึงอยากจะเดินใต้ดาวเหมือนเคยก็คงไม่บ้าทำ
ภูกระดึงวันที่มีกระเช้าจะทำเงินทำทองให้กับ จ.เลย อย่างไรก็ไม่รู้ แต่สำหรับคนบางคนที่รักเส้นทางแห่งภูกระดึง ย่อมเสียดายความรู้สึกที่เคยพบกันและรักกันในวันเก่าๆ ของ “ภูกระดึง”
ปีนี้คงรู้กันว่าเราจะมีกระเช้าหรือเปล่า...







