
ยึดทรัพย์ 'ทักษิณ' 4.6 หมื่นล.อุณหภูมิการเมืองยังองศาเดือด
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่มีข่าวใดจะกลบหน้าหนังสือพิมพ์ได้เท่ากับข่าวศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จาก 7.6 หมื่นล้านบาท
ท่ามกลางความสนใจและจับจ้องของคนทั่วโลก เพราะนี่ถือเป็นคำตัดสินประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยที่อาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนการเมืองไทยครั้งสำคัญได้ในอนาคต
คำสั่งคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ มาจาก 5 ข้อกล่าวหาสำคัญ คือ 1.กรณีผู้ถูกกล่าวหาปกปิดอำพรางหุ้น (ซุกหุ้น) 2.การแปลงสัมปทานฯ เอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ป ทำให้รัฐเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท 3.ประเด็นการแก้สัญญาโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน เอื้อประโยชน์แก่บริษัท เอไอเอส ในเครือชินคอร์ป 4.ประเด็นการอนุมัติกิจการดาวเทียมไอพีสตาร์ ทำให้รัฐเสียหายกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท และ 5.ประเด็นการอนุมัติปล่อยกู้พม่า 4,000 ล้านบาท เอื้อประโยชน์แก่บริษัท ชินคอร์ป
‘
ทักษิณ’ แช่งดาบนั้นคืนสนองพ.ต.ท.ทักษิณได้แถลงผ่านทีวีสภาประชาชนหลังจากศาลฎีกาได้พิพากษาว่า
“หากผมโกงจริงขอให้มีอันเป็นไปใน 3 วัน 7 วัน เราผิดท่านประหาร เราชอบ เราไม่ผิดดาบนั้นคืนสนอง วันนี้ผมไม่ได้รับความไม่ยุติธรรมสุดๆ”ไล่บี้ต่อเอาผิดอาญาเก็บภาษียึดเพิ่ม 9,000 ลบ.
นามนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 1 มี.ค.นี้ อดีต คตส. จะนัดหารือกันเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีต่างๆ กับนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. และอดีต คตส. ในคดีที่ คตส. โอนต่อให้ ป.ป.ช. และยังจะมีการหารือถึงผลแห่งคดียึดทรัพย์ด้วย เช่น คดีเอ็กซิมแบงก์ หรือคดีหลีกเลี่ยงการเสียภาษีและทรัพย์สินของอดีตนายกฯ ที่ คตส. อายัดไว้นั้น ยังขาดอีกประมาณ 9,000 ล้านบาท
หลังจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 11 คดี โดยเป็นคดีที่ฟ้องร้องอยู่แล้ว 2 คดี คือ 1.การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต มูลค่าเสียหาย 30,667 ล้านบาท คดีที่ 2 คดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ให้พม่า มูลค่าเสียหาย 670 ล้านบาท
และอีก 8 คดีประกอบ เช่น คดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. รวม 4 คดี คดีแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า (Prepaid Card) ให้กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) หรือกรณีอนุมัติและส่งเสริมการลงทุนดาวเทียมไอพีสตาร์โดยมิชอบ และคดีที่เกี่ยวกับภาษีจากการขายหุ้นชินฯ
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ได้สั่งให้กรมสรรพากรอายัดบัญชีทรัพย์สินของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร เพิ่มเติมในบัญชีอื่นๆ นอกจากบัญชีที่ธนาคารไทยพาณิชย์แล้ว
สำหรับทรัพย์สินที่ถูกยึด 4.6 หมื่นล้านบาทนั้น สามารถนำเข้าในบัญชีเงินคงคลังได้เกือบจะทันที โดย พ.ต.ท.ทักษิณ มีสิทธิยื่นอุทธรณ์หรือคัดค้านคำตัดสินได้ภายใน 30 วัน หากมีหลักฐานใหม่ ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าจะมี
‘
มาร์ค’ ดึง 4.6 หมื่นล. ทำเมกะโปรเจกต์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองจากนี้ไม่ต่างจากวันที่ 26 ก.พ. เพราะเป้าหมายของกลุ่มที่เคลื่อนไหวยังไม่สำเร็จ ซึ่งเหตุการณ์จะรุนแรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชน ส่วนเงื่อนไขการชุมนุมในวันที่ 14 มี.ค. จะอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการยึดทรัพย์นั้น เห็นว่าเป็นเพียงข้ออ้าง เพราะยึดหรือไม่ยึดก็ยังมีการชุมนุมอยู่ ต่างกันก็เพียงอารมณ์ของผู้ชุมนุมที่อาจเปลี่ยนไปเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลจะต้องประเมินสถานการณ์เป็นระยะ
“
สำหรับเงินที่มาจากการยึดทรัพย์จำนวนดังกล่าวแล้ว ถือเป็นรายได้ที่จัดเก็บเกินเป้าหมายที่คาดไว้ ซึ่งรัฐบาลจะนำไปใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มตาม” นายอภิสิทธิ์ กล่าวกองทัพรบ.เข้มรับมือชุมนุมใหญ่ 14 มี.ค.
พลันมีคำพิพากษาฝ่ายความมั่นคงตรึงกำลังคุมเข้มความปลอดภัยทันที เนื่องจากกลุ่ม นปช. ประกาศชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 มี.ค. โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่นคง กล่าวว่า ได้กำชับให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ผู้บัญชาการตำรวจทุกภาค คอยดูแลและระมัดระวังสถานที่ราชการ รวมถึงสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค เส้นทางคมนาคม เพื่อป้องกันไม่ให้ใครสวมรอยสร้างเหตุการณ์ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน ส่วนในพื้นที่ กทม. นั้น ได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจขอกำลังทหารมาเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานเพื่อประชาชนในกทม. จำนวน 20 กองร้อย ออกมาปฏิบัติการช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป
นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวว่า จะนัดชุมนุมในวันที่ 14 มี.ค. เพราะจะเป็นการชุมนุมโดยใช้สติ ไม่มีการใช้อารมณ์มาเจือปน







