
ปรับครม.ล้างหนี้บุญคุณ กลบปมร้อนการเมือง
ปรับ ครม.ครั้งแรกของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลายเป็นการปรับ ครม.ครั้งใหญ่ร่วม 10 ตำแหน่ง
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ปรับ ครม.ครั้งแรกของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลายเป็นการปรับ ครม.ครั้งใหญ่ร่วม 10 ตำแหน่ง รับเทศกาลตรุษจีน ชนิดที่ไม่ต้องยื้อกระแสปรับรอให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 พ้นโทษแบนปลายเดือน พ.ค.
ปรับ ครม.หนนี้ลงตัวด้วย “เงื่อนเวลา” ครบรอบ 6 เดือน การทำงานรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ 1” ครบกำหนดเดดไลน์ส่งการบ้าน วัดผลงานกันว่ารัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ใครสอบตก สอบผ่าน ผลงานใครเข้าตา ใครไม่เข้าตา
อีกทั้งหลัง “วิกฤตน้ำท่วม” เริ่มคลี่คลาย รัฐบาลจำเป็นต้องปรับทัพเร่งเครื่องเดินหน้าสร้างผลงานซื้อใจรากหญ้า ชดเชยกับที่ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก กรณีความล้มเหลวในการบริหารจัดการแก้ปัญหาน้ำท่วม รวมถึงกลบภารกิจร้อนอีกหลายเรื่องที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าลุย ไม่ว่าจะเป็น แก้รัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรม พ.ร.ก.การเงิน 4 ฉบับ การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง ฯลฯ ล้วนแต่เป็นชนวนที่จะนำมาสู่ความขัดแย้งแตกแยกรุนแรงที่จะยิ่งซ้ำเติมรัฐบาล
ทั้งนี้ การปรับ ครม.กู้ภาพลักษณ์ เสริมความแข็งแกร่ง เรียกความเชื่อมั่น จึงเป็นเรื่องจำเป็นในเวลานี้สำหรับการเดินหน้าบริหารประเทศอย่างมีเสถียรภาพต่อไป
จากเดิมที่ว่ากันว่าจะเป็นการปรับเล็กไม่กี่ตำแหน่งเพียงเปิดช่องรอเวลาให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ใกล้จะได้รับการปลดล็อกให้กลับเข้ามาในแวดวงการเมือง แต่ทำไปทำมาปรับ ครม.เที่ยวนี้กลับปรับใหญ่ราว 10 ตำแหน่ง ในกระทรวงสำคัญๆ ทั้งด้วยปมปัญหาเกาเหลาภายใน ทั้งผลงานที่ไม่เป็นที่ประจักษ์
เริ่มตั้งแต่ กระทรวงการคลัง จากปมความขัดแย้งในแนวทางนโยบาย ทั้งเรื่องโอนหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย และการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ทำให้ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” ที่ดูจะไม่ตอบสนองกับ “เผือกร้อน” เท่าที่ควร นำมาสู่ความระหองระแหงภายในทีมเศรษฐกิจ
แม้จะออกมายืนยันว่าไม่มีปัญหาเกาเหลา “ธีระชัยกิตติรัตน์ ณ ระนอง” แต่สุดท้ายปัญหานี้ดูจะยุติลงด้วยการโยก “กิตติรัตน์” จากเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ มาเป็น “ขุนคลัง” แทน “ธีระชัย” ที่จะถูกปรับออกพ้น ครม. เปิดทางให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปตามธงที่วางไว้เป็นไปตามเป้าหมาย
ถัดมาที่กระทรวงคมนาคม จากปมในอดีตความขัดแย้งภายในระหว่างรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการ ที่ถึงขั้นมีข่าวต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลให้ “นายใหญ่” ให้ช่วยไกล่เกลี่ยยุติปัญหาจนคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง
แต่มารอบนี้สุดจะยื้อ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต มีแววว่าจะถูกเด้งไปกระทรวงอื่นเพื่อสยบปัญหาความขัดแย้ง ให้การเดินหน้าทำงานใหญ่จากนี้ราบรื่นยิ่งขึ้น
สำหรับกระทรวงศึกษา ธิการ เก้าอี้ “เสมา 1” ของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สั่นคลอนอย่างหนักจากที่สมาชิกภายในพรรคเพื่อไทยหยิบยกผลงานที่ไม่ปรากฏเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง
งานนี้ “เพื่อไทย” เตรียมดึงคนภายนอก ภาพลักษณ์ดี มีประสบการณ์ มารับตำแหน่งเพื่อเดินหน้าสร้างผลงานการศึกษาให้เป็นที่ประจักษ์ แต่ยังติดที่ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังช่วยค้ำยันเก้าอี้ไว้ให้ ส่วนจะเหนียวแน่นแค่ไหนต้องวัดกันอีกครั้งช่วงนั้น
กระทรวงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเวลานี้หนีไม่พ้นกระทรวงพลังงาน จากปัญหาล่าสุดการขึ้นราคาน้ำมัน ก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจี ส่งผลให้ม็อบรถแท็กซี่ ม็อบรถบรรทุก ออกมาปิดถนนประท้วงคัดค้าน
ปัญหานี้ยังมองกันว่าจะส่งผลถึงราคาค่าโดยสาร ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นและกระทบเป็นลูกโซ่ ทำให้ราคาข้าวของแพงขึ้น เวลานี้ พิชัย นริพทะพันธุ์ จึงกลายเป็นเป้าใหญ่ที่ต้องแบกรับแรงเสียดทาน
ในส่วนเก้าอี้ของพรรคร่วมรัฐบาลอย่างกระทรวงอุตสาหกรรม นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เจ้ากระทรวงที่กำลังมีปัญหาสุขภาพนั้น ขณะนี้ทางพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินกำลังพิจารณาว่าจะให้ใครมารับไม้ต่อ
ส่วนจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรมหรือจะเจรจาขอเปลี่ยนไปดูกระทรวงพลังงานหรือไม่อย่างไรนั้น ต้องรอดูท่าทีใกล้ๆ อีกครั้ง
ทว่า ตำแหน่ง รมว.เกษตรและสหกรณ์ โควตาพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ถูกเพื่อไทยไล่บี้ขอคืนมาบริหารเองนั้น โดยเฉพาะช่วงวิกฤตน้ำท่วม แต่สัมพันธ์ระหว่างบิ๊กเติ้ง “บรรหาร ศิลปอาชา” และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ยังเหนียวแน่น ทำให้การปรับใหญ่ครั้งนี้ยังไม่มีการแตะกระทรวงเกษตรฯ
สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยหลายกระทรวงที่ไม่เห็นผลงาน และจะถูกปรับออกรอบนี้ อาทิ บุญรื่น ศรีธเรศ รมช.ศึกษาธิการ กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ รมช.คมนาคม กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีแคนดิเดตจำนวนไม่น้อยจ่อคิวเสนอตัวรับการพิจารณานั่งเก้าอี้รัฐมนตรี
อีกด้านหนึ่งผลจากการปรับ ครม.เที่ยวนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณ “ขันนอต” ให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเร่งเดินหน้าสร้างผลงานให้ออกมาเป็นที่จับต้องได้โดยด่วน ไม่เช่นนั้นก็อาจจะหลุดจากตำแหน่งในการปรับ ครม.รอบถัดไป
ต้องยอมรับว่าครึ่งปีที่ผ่านมาผลงานรัฐบาลยังวนเวียนย่ำอยู่กับเรื่องการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าอย่างปัญหาน้ำท่วม
ที่สำคัญยังวนเวียนอยู่กับเรื่องประเด็นการเมืองเป็นหลักมากกว่าสนใจจะเดินหน้าทำตามสัญญาที่เคยหาเสียงไว้กับประชาชน ซึ่งหากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมมีแต่จะฉุดให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปลำบาก
ยิ่งในวันที่ชาวบ้านกำลังประสบปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยยังเริ่มออกอาการไม่พอใจกับการบริหารงานของรัฐบาล
การปรับ ครม.จึงเป็นสัญญาณที่รัฐบาลจะเร่งเดินหน้าเอาจริงกับการสร้างผลงาน โดยเฉพาะนโยบายซื้อใจรากหญ้าตามที่ได้หาเสียงไว้ ที่สำคัญยังเป็นชนวนช่วยลดแรงเสียดทานกับการเดินหน้าเรื่องร้อนๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแก้รัฐธรรมนูญ การเร่งเดินหน้านิรโทษกรรม
ที่สำคัญการปรับ ครม.ครั้งนี้เพื่อเร่งใช้หนี้บุญคุณของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในทางการเมือง ให้หมดลงไปโดยเร็วอีกด้วย







